“ปัสสาวะเป็นเลือด...สัญญาณเตือนภัยมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ”
หลายท่านอาจเคยตกใจเมื่อพบว่าตนเองมีอาการ "ปัสสาวะปนเลือด" อาการนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งพบได้บ่อย แต่อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่อาจแฝงอยู่และอันตราย คือ "มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ" ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยพบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละ 7 คน หรือเฉลี่ยปีละ 3,217 คน โดยส่วนมากจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
อาการของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการปัสสาวะปนเลือดแบบไม่มีอาการปวดร่วมด้วย คือสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดของมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โดยพบได้ถึง ร้อยละ 85 ของผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการเลือดออกนั้น อาจเป็น ๆ หาย ๆ ดังนั้นแม้เลือดจะหยุดไหลไปแล้ว หรือการตรวจปัสสาวะซ้ำในภายหลังจะไม่พบความผิดปกติ ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจและควรไปปรึกษาแพทย์เสมอ
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง (Risk Factors) มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ผู้ที่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง ที่ทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (ร้อยละ 30-40 ของผู้ป่วยทั้งหมด) ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบ รวมถึงมีรายงานว่าสารก่อมะเร็งในบุหรี่ไฟฟ้าก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน ผู้ที่ทำงานสัมผัสสารเคมี ได้แก่ กลุ่มอาชีพที่ต้องสัมผัสสารเคมี สีย้อมผ้า หรือ สารอโรมาติกเอมีนในน้ำมัน เป็นประจำ เช่น อุตสาหกรรมยางและเครื่องหนัง ช่างทาสี รวมถึงช่างทำผม พบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อายุและเพศ มักพบในผู้สูงอายุมากกว่า 55 ปี (อายุเฉลี่ยที่พบคือ 73 ปี) และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเกือบ 3-4 เท่า อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงมักได้รับการวินิจฉัยล่าช้า เนื่องจากมักคิดว่าเกิดจากการติดเชื้อกระเพาะปัสสาวะอักเสบธรรมดา ทำให้เมื่อตรวจพบโรค มักอยู่ในระยะที่รุนแรงกว่า และการอักเสบเรื้อรัง ผู้ที่มีการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะซ้ำซาก มีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือต้องใส่สายสวนปัสสาวะทิ้งไว้เป็นเวลานานจนเกิดการระคายเคืองเรื้อรัง จะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะบางชนิด
การตรวจวินิจฉัย (Investigation)มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เริ่มจากขั้นตอนการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงและอาการผิดปกติอื่น ๆ การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging) เช่น การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพื่อดูความผิดปกติของไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) เป็นวิธีมาตรฐาน (Gold-standard) ที่ดีและแม่นยำที่สุด แพทย์จะใช้กล้องขนาดเล็กสอดผ่านท่อปัสสาวะเพื่อดูรอยโรคภายใน หากพบเนื้องอกสามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาได้ทันที และการตรวจหาเซลล์มะเร็งในปัสสาวะ (Urine Cytology) นำปัสสาวะไปส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติ
แนวทางการรักษามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เมื่อชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะจะขึ้นอยู่กับระยะของโรคโดยสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดส่องกล้องผ่านท่อปัสสาวะเพื่อขูดเนื้องอกออก (TURBT) หรือการผ่าตัดนำกระเพาะปัสสาวะออกทั้งหมด (Radical Cystectomy) ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant chemotherapy) เพื่อเพิ่มโอกาสหายหรือรอดชีวิต ในบางกรณีที่ผู้ป่วยไม่พร้อมผ่าตัด อาจใช้การรักษาร่วมระหว่างการขูดเนื้องอก การฉายรังสี และการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อรักษากระเพาะปัสสาวะไว้ (Bladder preservation)
ท้ายสุดนี้อยากให้ทุกท่านหมั่นสังเกตอาการตัวเอง หากปัสสาวะปนเลือดโดยไม่มีอาการเจ็บปวด เพียงครั้งเดียวควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการเลิกสูบบุหรี่ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด การรู้ตัวเร็วและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างทันท่วงที จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้ หากท่านมีข้อสงสัย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ LINE : NCI รู้สู้มะเร็ง
ข้อมูลจาก นพ.จิรายุส ไมตรีสถิต
แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์มะเร็งทางเดินปัสสาวะ
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์
