
นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผอ.รพ.ราชวิถี กล่าวต่อว่า การฟอกไต (Dialysis) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาเพื่อทดแทนการทำงานของไตที่เสียไป (บำบัดทดแทนไต) เมื่อไตไม่สามารถกำจัดของเสียหรือน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายได้ สารพิษของเสียและน้ำ จะถูกสะสมหรือคั่งค้างอยู่ในร่างกายอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยโรคไตแบ่งออกเป็น 5 ระยะด้วยกัน ซึ่งการฟอกไตจะถูกใช้ในผู้ป่วยโรคไตปลายระยะที่ 5 ซึ่งมักมีการมักมีอัตราการกรองของเสียและน้ำของไตเหลือน้อยกว่า 10% ร่วมกับมีอาการของเสียหรือน้ำคั่งแล้ว
ผศ.พญ.วรางคณา พิชัยวงศ์ หัวหน้างานโรคไต กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า การบำบัดทดแทนไตทำได้ 3 วิธี ได้แก่ 1.การปลูกถ่ายไต 2.การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 3.การล้างไตทางช่องท้อง แต่หากผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายไม่เหมาะกับการบำบัดทดแทนไต ก็ยังมีการให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ การเลือกวิธีการรักษาควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้รักษา ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล (shared decision making ) มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยและญาติได้ข้อมูลวิธีการรักษาที่ครอบคลุมรอบด้าน
โดยมีการประเมินความเหมาะสมให้กับผู้ป่วยแต่ละราย โดยอาศัยความแตกต่าง ด้านพื้นฐานโรค แนวทางการดำเนินชีวิต สังคม ภาวะเศรษฐกิจครอบครัว เพื่อให้ผู้ป่วยมีการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด โดยทั่วไปแนะนำให้ผู้ป่วยได้รับข้อมูลการบำบัดทดแทนไตดังกล่าว ตั้งแต่เมื่อการทำงานของไตลดลงเข้าสู่ไตเรื้อรังระยะที่ 4 หรืออัตราการกรอง (eGFR) น้อยกว่า 20 มล. ต่อนาที/1.73 ตรม.
1.การปลูกถ่ายไต เป็นการรักษาที่นำไตของผู้อื่น ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่ามีผลเนื้อเยื่อเข้ากันได้กับผู้ป่วย มาทำงานแทนไตเก่าของผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานอย่างถาวร โดยจะทำการผ่าตัดใส่ไตใหม่ไว้ในอุ้งเชิงกรานข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วย (โดยไม่ได้ตัดเอาไตเก่าของผู้ป่วยออก) การปลูกถ่ายไตจัดเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยไตวายทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ป่วยต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต
ไตใหม่จะทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับไตของคนธรรมดาทั่วไป คุณภาพชีวิตผู้ป่วยจะดีขึ้น โดยเฉลี่ยจะมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าเมื่อเทียบกับการบำบัดทดแทนไตวิธีอื่น เหมือนกับการได้รับชีวิตใหม่ การปลูกถ่ายไตแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคมีชีวิต เช่นญาติทางสายเลือด สามี ภรรยา
2.การปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคสมองตายซึ่งผู้ป่วยต้องลงทะเบียนรอรับไตบริจาคกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
2.การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เป็นการกำจัดน้ำและของเสียผ่านทางหลอดเลือด โดยมีการนำเลือดออกจากตัวผู้ป่วยผ่านหลอดเลือดที่เตรียมไว้ ผ่านตัวกรองเลือดในเครื่องไตเทียม แล้วจึงคืนเลือดที่ฟอกเอาของเสียและน้ำส่วนเกินออกแล้วกลับคืนเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย
การรักษาใช้เวลานานประมาณ 4 ชั่วโมงต่อครั้ง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และต้องทำในสถานพยาบาล
3.การล้างไตทางช่องท้อง เป็นการกำจัดน้ำและของเสีย ผ่านการแลกเปลี่ยนผ่านเยื่อบุภายในช่องท้อง โดยใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้องและพักค้างท้องไว้ น้ำยาดังกล่าวจะดึงเอาของเสียและน้ำส่วนเกินออกมาในน้ำยา เมื่อถึงเวลาก็ปล่อยน้ำยาออกจากช่องท้องก็จะพาของเสียและน้ำส่วนเกินออกมาด้วย ทำการเปลี่ยนน้ำสลับเข้า-ออก ตามเวลาที่กำหนด ผู้ป่วยสามารถทำเองที่ไหนก็ได้ที่สะอาด ไม่ต้องไปทำที่สถานพยาบาล แต่ต้องทำทุกวัน 4-5 ครั้งต่อวัน ผู้ป่วยและญาติจะได้รับการฝึกฝนจนคล่องจากพยาบาลล้างไตทางช่องท้องที่ดูแล
4.การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ประสงค์หรือไม่เหมาะสมในการบำบัดทดแทนไตทั้ง 3 วิธีก่อนหน้า จะได้รับการดูแลรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาลอย่างใกล้ชิดเพื่อลดอาการที่ไม่พึงประสงค์ ผู้ป่วยที่เหมาะสำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 1.ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่มีผู้ช่วยใส่น้ำยาล้างไตช่องท้อง 2.บ้านของผู้ป่วยอยู่ใกล้ศูนย์ไตเทียม 3.มีแผลหน้าท้องหรือเคยได้รับการผ่าตัดในช่องท้องมาก่อน 4.มีภาวะไส้เลื่อนออกมาทางผนังหน้าท้อง ผู้ป่วยที่เหมาะสำหรับการล้างไตช่องท้อง 1.ผู้ป่วยมีความประสงค์ที่จะล้างไตที่บ้าน 2.บ้านที่พักอาศัยอยู่ไกลจากศูนย์ไตเทียมมาก 3.ผู้ป่วยที่ต้องเดินทางหรือชอบท่องเที่ยว 4.มีปัญหาทางด้านเส้นเลือด ไม่สามารถผ่าตัดเตรียมเส้นเลือดที่มีประสิทธิภาพได้ 5.มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างหรือหลังจากการฟอกเลือดบ่อย ๆ 6.มีปัญหาด้านโรคหัวใจ ร่างกายไม่สามารถทนการดึงน้ำปริมาณมากในระยะเวลาสั้น ๆ
