Skip ไปที่เนื้อหา

จิตแพทย์เด็กแนะผู้ปกครองพูดคุยและดูแลบุตรหลานเมื่อถูกบูลลี่

Mom & Child's Health Forums | เว็บบอร์ดสุขภาพแม่และเด็ก กระทู้สุขภาพแม่และเด็ก
  • Health Topics
  • โพสต์: 0
  • ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 26 ธ.ค. 2025 6:14 pm

จิตแพทย์เด็กแนะผู้ปกครองพูดคุยและดูแลบุตรหลานเมื่อถูกบูลลี่

 โพสต์ Health Topics    11

กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า ในปัจจุบันพฤติกรรมการบูลลี่มีแนวโน้มรุนแรงและหลากหลายรูปแบบมากขึ้น โดยประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของโลกในด้านปัญหานี้ จากการศึกษาพบว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ที่เกิดการบูลลี่มากที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น พ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงมีบทบาทสำคัญในการสังเกต ดูแล และพูดคุยกับบุตรหลานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
การดูแลเด็กเมื่อถูก บูลลี่
นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การบูลลี่ คือ พฤติกรรมที่มีเจตนาทำให้ผู้อื่นรู้สึกอับอาย เจ็บปวด หรือเป็นทุกข์ โดยผู้กระทำรู้สึกพึงพอใจและสนุกสนานกับการกระทำนั้น อาจเกิดความไม่มั่นคงในจิตใจและปมด้อย ปัญหาจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ต้องการการยอมรับและควบคุม หรือเคยตกเป็นเหยื่อของการถูกบูลลี่มาก่อน จากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งปมปัญหาภายในจิตใจ สภาพแวดล้อม และการขาดทักษะทางอารมณ์ และมักมีโอกาสเกิดซ้ำได้บ่อยครั้ง การบูลลี่แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ การบูลลี่ทางร่างกาย การบูลลี่ทางวาจา การบูลลี่ทางสังคม และการบูลลี่ทางไซเบอร์ ซึ่งการบูลลี่ทุกรูปแบบล้วนส่งผลกระทบต่อเด็กในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะวัยเด็กซึ่งยังอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญและมีความต้านทานทางจิตใจที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล แม้การบูลลี่อาจดูเหมือนเป็นปัญหาเล็กน้อยในสายตาผู้ใหญ่ แต่ในความเป็นจริงอาจสร้างบาดแผลในใจที่ส่งผลระยะยาว โดยแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ไม่อยากไปโรงเรียน ซึมเศร้า หรือรู้สึกไม่มีความสุข การดูแลแก้ไข พ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรหมั่นพูดคุยแลกเปลี่ยนกับบุตรหลานเป็นประจำ เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ และหากพบสัญญาณที่น่าเป็นห่วง ผู้ปกครองสามารถมีส่วนช่วยหยุดพฤติกรรมดังกล่าวและลดความเสี่ยงของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การบูลลี่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย โดยมีลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกันตามพัฒนาการ กล่าวคือ เด็กเล็กมักพบการบูลลี่ทางร่างกาย ตั้งแต่รูปแบบเบา เช่น การแกล้ง ไปจนถึงรูปแบบรุนแรง เช่น การทำร้ายร่างกาย วัยปฐมวัยมักพบการบูลลี่ทางวาจา เช่น การล้อเลียนชื่อบิดามารดา การล้อเรื่องรูปลักษณ์ สีผิว หรือปมด้อยต่างๆ สำหรับวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่กำลังสร้างอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของตนเอง มักพบการบูลลี่เกี่ยวกับบุคลิกภาพ ฐานะทางสังคม ค่านิยม และสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการบูลลี่ทางสังคม เช่น การกีดกันไม่ยอมรับเพื่อนเข้ากลุ่ม หรือการปล่อยข่าวลือเพื่อทำให้ผู้อื่นอับอาย นอกจากนี้ การบูลลี่ทางไซเบอร์ในกลุ่มวัยรุ่นยังเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เช่น การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ การลงรูปภาพหรือวิดีโอโดยไม่ได้รับอนุญาต และการแสดงความคิดเห็นที่หยาบคายในโลกออนไลน์ ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นแล้ว ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอีกด้วย ผู้ปกครองจึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดูแลบุตรหลานในการใช้งานโลกออนไลน์ เพราะปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องของเด็กเพียงอย่างเดียว ทุกคนมีสิทธิที่จะพบกับเหตุการณ์การถูกบูลลี่ได้ และทุกคนควรหันมาใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อดูแลป้องปกร่างกายและจิตของเด็กๆ ในอนาคต

พญ.ศิริรัตน์ อุฬารตินนท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น กล่าวต่อว่า การสังเกตว่าเด็กถูกบูลลี่หรือไม่นั้น สามารถทำได้จากการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในชีวิตประจำวัน ผ่านการพูดคุยและการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว เด็กที่ถูกบูลลี่มักไม่กล้าเล่าเรื่อง มีความกังวล หรือถูกข่มขู่ไม่ให้บอกผู้อื่น ผู้ปกครองจึงควรใช้คำถามปลายเปิดที่ไม่ชี้นำ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย ให้เด็กรู้สึกมั่นใจและกล้าเปิดเผยสิ่งที่เผชิญอยู่ รับฟังอย่างตั้งใจ สอบถามความรู้สึกของเด็ก และชื่นชมที่เด็กกล้าเล่าเรื่องยากให้ฟัง สำหรับแนวทางการรับมือเมื่อบุตรหลานถูกบูลลี่นั้น ในกลุ่มเด็กเล็ก แนะนำให้ผู้ปกครองฝึกทักษะการรับมือผ่านสื่อที่เหมาะสมกับวัย เช่น หนังสือนิทาน ฝึกให้เด็กรู้จักพูดบอกเพื่อนเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากบางครั้งเพื่อนอาจไม่ได้ตั้งใจ หากยังถูกกระทำซ้ำ ควรฝึกให้เด็กรู้จักขอความช่วยเหลือจากครูหรือผู้ปกครอง หลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง มองหากลุ่มเพื่อนใหม่ และฝึกให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถในการดูแลและปกป้องตัวเองได้ ในกลุ่มเด็กโต ผู้ปกครองควรพูดคุยและติดตามอย่างสม่ำเสมอ พร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ และหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ หากปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ภายในครอบครัว ควรประสานงานร่วมกับทางโรงเรียนและผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อวางแผนการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบและป้องกันไม่ให้ปัญหารุนแรงขึ้นแนะปรึกษาปัญหากับสายด่วนกรมสุขภาพจิต โทร 1323
 จิตแพทย์เด็กแนะผู้ปกครองพูดคุยและดูแลบุตรหลานเมื่อถูกบูลลี่
 Mom & Child's Health Forums | เว็บบอร์ดสุขภาพแม่และเด็ก กระทู้สุขภาพแม่และเด็ก
เครื่องกดนับแยกชนิดเม็ดเลือดขาว Genius Count DiffCount