
นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า การบูลลี่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงวัย โดยมีลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกันตามพัฒนาการ กล่าวคือ เด็กเล็กมักพบการบูลลี่ทางร่างกาย ตั้งแต่รูปแบบเบา เช่น การแกล้ง ไปจนถึงรูปแบบรุนแรง เช่น การทำร้ายร่างกาย วัยปฐมวัยมักพบการบูลลี่ทางวาจา เช่น การล้อเลียนชื่อบิดามารดา การล้อเรื่องรูปลักษณ์ สีผิว หรือปมด้อยต่างๆ สำหรับวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่กำลังสร้างอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของตนเอง มักพบการบูลลี่เกี่ยวกับบุคลิกภาพ ฐานะทางสังคม ค่านิยม และสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการบูลลี่ทางสังคม เช่น การกีดกันไม่ยอมรับเพื่อนเข้ากลุ่ม หรือการปล่อยข่าวลือเพื่อทำให้ผู้อื่นอับอาย นอกจากนี้ การบูลลี่ทางไซเบอร์ในกลุ่มวัยรุ่นยังเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เช่น การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ การลงรูปภาพหรือวิดีโอโดยไม่ได้รับอนุญาต และการแสดงความคิดเห็นที่หยาบคายในโลกออนไลน์ ซึ่งนอกจากจะสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นแล้ว ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอีกด้วย ผู้ปกครองจึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการดูแลบุตรหลานในการใช้งานโลกออนไลน์ เพราะปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องของเด็กเพียงอย่างเดียว ทุกคนมีสิทธิที่จะพบกับเหตุการณ์การถูกบูลลี่ได้ และทุกคนควรหันมาใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อดูแลป้องปกร่างกายและจิตของเด็กๆ ในอนาคต
พญ.ศิริรัตน์ อุฬารตินนท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น กล่าวต่อว่า การสังเกตว่าเด็กถูกบูลลี่หรือไม่นั้น สามารถทำได้จากการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปในชีวิตประจำวัน ผ่านการพูดคุยและการใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว เด็กที่ถูกบูลลี่มักไม่กล้าเล่าเรื่อง มีความกังวล หรือถูกข่มขู่ไม่ให้บอกผู้อื่น ผู้ปกครองจึงควรใช้คำถามปลายเปิดที่ไม่ชี้นำ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย ให้เด็กรู้สึกมั่นใจและกล้าเปิดเผยสิ่งที่เผชิญอยู่ รับฟังอย่างตั้งใจ สอบถามความรู้สึกของเด็ก และชื่นชมที่เด็กกล้าเล่าเรื่องยากให้ฟัง สำหรับแนวทางการรับมือเมื่อบุตรหลานถูกบูลลี่นั้น ในกลุ่มเด็กเล็ก แนะนำให้ผู้ปกครองฝึกทักษะการรับมือผ่านสื่อที่เหมาะสมกับวัย เช่น หนังสือนิทาน ฝึกให้เด็กรู้จักพูดบอกเพื่อนเมื่อรู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากบางครั้งเพื่อนอาจไม่ได้ตั้งใจ หากยังถูกกระทำซ้ำ ควรฝึกให้เด็กรู้จักขอความช่วยเหลือจากครูหรือผู้ปกครอง หลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยง มองหากลุ่มเพื่อนใหม่ และฝึกให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถในการดูแลและปกป้องตัวเองได้ ในกลุ่มเด็กโต ผู้ปกครองควรพูดคุยและติดตามอย่างสม่ำเสมอ พร้อมให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการ และหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ หากปัญหาไม่สามารถแก้ไขได้ภายในครอบครัว ควรประสานงานร่วมกับทางโรงเรียนและผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ เพื่อวางแผนการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบและป้องกันไม่ให้ปัญหารุนแรงขึ้นแนะปรึกษาปัญหากับสายด่วนกรมสุขภาพจิต โทร 1323
