
นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคกาฬหลังแอ่นเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Neisseria meningitidis ซึ่งสามารถพบได้ในลำคอของคนปกติโดยไม่แสดงอาการ แต่ในบางรายเชื้ออาจรุกรานเข้าสู่กระแสเลือดหรือระบบประสาทส่วนกลาง จากข้อมูลของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อนี้เพียง 4 รายเท่านั้น โดย 3 รายเป็นการติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง (Meningitis) และอีก 1 รายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด แสดงให้เห็นว่าเป็นการติดเชื้อแบบประปรายไม่ใช่การระบาด และผู้ป่วยทั้ง 4 รายได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที จึงมีการพยากรณ์โรคที่ดีและไม่มีผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามใน ประเทศไทย มีอุบัติการณ์ 0.01-0.04 ต่อแสนประชากร แต่มีอัตราป่วยตายสูงถึง 5-38% และผู้รอดชีวิต อาจมีภาวะแทรกซ้อนถาวร เช่น หูหนวก พัฒนาการล่าช้า หรือต้องตัดแขนขาในกรณีรุนแรง ความสำเร็จในการรักษาที่สถาบันเป็นผลมาจากการเฝ้าระวังและการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็ว ควบคู่ไปกับการให้ยาปฏิชีวนะ
ที่เหมาะสมทันท่วงที ซึ่งเชื้อที่พบยังคงมีความไวต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษา
นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ โดยเฉพาะทารกแรกเกิดและเด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงมาก อาการที่ผู้ปกครองควรสังเกต คือ เด็กจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ซึม ไม่กินนมหรืออาหาร มีอาการอาเจียน หรือมีอาการชักร่วมด้วย จุดสังเกตที่เป็นเอกลักษณ์ของโรคนี้คือผื่นสีแดงคล้ำหรือสีม่วงคล้ายรอยจ้ำเลือด ซึ่งหากกดแล้วสีไม่จางลง (ทดสอบได้ด้วยการเอาแก้วใสกดที่ผื่น) ควรรีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที นอกจากนี้กลุ่มเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กที่ม้ามถูกผ่าตัดออก
รศ.พิเศษ พ.ญ.วารุณี พรรณพานิช วานเดอพิทท์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ แพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ กล่าวเพิ่มต่อว่า การป้องกัน คือ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน และการหลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคกาฬหลังแอ่นที่ครอบคลุมเชื้อหลายสายพันธุ์ ได้แก่ วัคซีนที่ครอบคลุม serogroup A, C, W, Y ที่ปัจจุบันแนะนำสำหรับ นักเรียนนักศึกษาที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศที่ยุโรป หรืออเมริกา ผู้ที่จะเดินทางไปแสวงบุญ หรือเดินทาง ไปประเทศที่มีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง เช่นแอฟริกาบริเวณ Meningitic Belt วัคซีนชนิดนี้สามารถให้ที่อายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ส่วนวัคซีนที่ครอบคลุม serogroup B สำหรับเด็กตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ซึ่งเป็นทางเลือกเสริมในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีโรคประจำตัวเสี่ยงสูง เด็กที่ตัดม้าม มีภูมิคุ้มกันผิดปกติบางชนิด หรือนิสิตนักศึกษาที่เตรียมเข้าหอพัก สำหรับผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น คนในครอบครัวเดียวกัน เพื่อนร่วมห้องเรียน ผู้ดูแลในศูนย์เด็ก หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ควรได้รับยาป้องกัน ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ และควรสังเกตอาการตัวเองเป็นเวลา 4-10 วัน (เฉลี่ย 7 วัน) หากมีไข้หรืออาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ทันที



