ระวัง!! อากาศร้อนระวังสัตว์เสี่ยงโรคพิษสุนัขบ้า รักษาไม่หาย เป็นแล้วเสี่ยงตายได้
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
ระวัง!! อากาศร้อนระวังสัตว์เสี่ยงโรคพิษสุนัขบ้า รักษาไม่หาย เป็นแล้วเสี่ยงตายได้
กรมควบคุมโรค เตือนอากาศร้อนระวังสัตว์เสี่ยงติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการถูกสุนัขหรือแมวกัด - ข่วน แล้วไม่ไปพบแพทย์ หรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างถูกต้อง ประกอบกับช่วงนี้อากาศร้อน อาจทำให้สัตว์เลี้ยงหงุดหงิดง่าย
25 มีนาคม 2568-นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึง ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 23 มีนาคม 2568 พบว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้ายืนยันแล้วจำนวน 3 ราย ที่จังหวัดชลบุรี ศรีสะเกษ และฉะเชิงเทรา โดยทั้ง 3 ราย ถูกสุนัขกัดและไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโรค ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 10 มีนาคม 2568 ยังพบสัตว์ที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าแล้วจำนวน 58 ตัว และจากการตรวจสอบตัวอย่างทั้งหมด 937 ตัว พบสัตว์ติดเชื้อ 6.19% โดยพบการติดเชื้อสูงสุดในสุนัข รองลงมาเป็นโค กระบือ และแมว โดยกรมปศุสัตว์ได้ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เพื่อควบคุมโรคในสัตว์ให้ได้ภายใน 30 วัน และป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปยังพื้นที่อื่นๆ
โรคพิษสุนัขบ้าสามารถเกิดได้ตลอดปี แต่ช่วงอากาศร้อน สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมวเกิดอาการหงุดหงิดได้ง่าย คนที่ใกล้ชิดสัตว์จึงมีโอกาสเสี่ยงถูกจู่โจมและกัดได้บ่อย นอกจากนี้ เมื่อสัตว์หงุดหงิดก็อาจทำให้สัตว์กัดกันเอง จนทำให้สัตว์ที่ไม่ได้ติดเชื้อติดเชื้อได้ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมหน้าร้อนถึงพบผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าสูงกว่าฤดูกาลอื่น ขอให้ประชาชนระมัดระวังและป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยใช้ “คาถา 5 ย.” คือ
1. อย่าแหย่ - อย่าแหย่ให้สุนัขโกรธหรือโมโห
2. อย่าเหยียบ - อย่าเหยียบสุนัข หรือทำให้มันตกใจ
3. อย่าแยก - อย่าใช้มือเปล่าแยกสุนัขที่กำลังกัดกัน
4. อย่าหยิบ - อย่าหยิบชามอาหารของสุนัขขณะกำลังกิน
5. อย่ายุ่ง - อย่ายุ่งกับสุนัขที่ไม่รู้จักหรืออยู่นอกบ้าน รวมถึงสุนัขที่ไม่ทราบประวัติ
นอกจากนี้ ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์หรือซากสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า และไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีเชื้อโรคหรือดื่มน้ำนมจากสัตว์ที่ติดโรคนี้ หากประชาชนถูกสุนัข กัด ข่วน หรือเลียบาดแผล แม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบ “ล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ฉีดวัคซีนให้ครบ” คือ ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำ และสบู่นาน 10 - 15 นาที ใส่ยาฆ่าเชื้อ รีบไปพบแพทย์เพื่อพิจารณารับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ครบชุด กักสัตว์เพื่อดูอาการอย่างน้อย 10 วัน หากสัตว์เสียชีวิตให้ส่งสัตว์ตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรนำสุนัข และแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เป็นประจำทุกปี ซึ่งจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์อยู่สูงถึงระดับที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ในแต่ละปีจะมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการบริกาiฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว ผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422


25 มีนาคม 2568-นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึง ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 23 มีนาคม 2568 พบว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้ายืนยันแล้วจำนวน 3 ราย ที่จังหวัดชลบุรี ศรีสะเกษ และฉะเชิงเทรา โดยทั้ง 3 ราย ถูกสุนัขกัดและไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโรค ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 10 มีนาคม 2568 ยังพบสัตว์ที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าแล้วจำนวน 58 ตัว และจากการตรวจสอบตัวอย่างทั้งหมด 937 ตัว พบสัตว์ติดเชื้อ 6.19% โดยพบการติดเชื้อสูงสุดในสุนัข รองลงมาเป็นโค กระบือ และแมว โดยกรมปศุสัตว์ได้ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เพื่อควบคุมโรคในสัตว์ให้ได้ภายใน 30 วัน และป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปยังพื้นที่อื่นๆ
โรคพิษสุนัขบ้าสามารถเกิดได้ตลอดปี แต่ช่วงอากาศร้อน สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมวเกิดอาการหงุดหงิดได้ง่าย คนที่ใกล้ชิดสัตว์จึงมีโอกาสเสี่ยงถูกจู่โจมและกัดได้บ่อย นอกจากนี้ เมื่อสัตว์หงุดหงิดก็อาจทำให้สัตว์กัดกันเอง จนทำให้สัตว์ที่ไม่ได้ติดเชื้อติดเชื้อได้ จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมหน้าร้อนถึงพบผู้ป่วยหรือสัตว์ที่ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าสูงกว่าฤดูกาลอื่น ขอให้ประชาชนระมัดระวังและป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยใช้ “คาถา 5 ย.” คือ
1. อย่าแหย่ - อย่าแหย่ให้สุนัขโกรธหรือโมโห
2. อย่าเหยียบ - อย่าเหยียบสุนัข หรือทำให้มันตกใจ
3. อย่าแยก - อย่าใช้มือเปล่าแยกสุนัขที่กำลังกัดกัน
4. อย่าหยิบ - อย่าหยิบชามอาหารของสุนัขขณะกำลังกิน
5. อย่ายุ่ง - อย่ายุ่งกับสุนัขที่ไม่รู้จักหรืออยู่นอกบ้าน รวมถึงสุนัขที่ไม่ทราบประวัติ
นอกจากนี้ ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์หรือซากสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า และไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่มีเชื้อโรคหรือดื่มน้ำนมจากสัตว์ที่ติดโรคนี้ หากประชาชนถูกสุนัข กัด ข่วน หรือเลียบาดแผล แม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบ “ล้างแผล ใส่ยา กักหมา หาหมอ ฉีดวัคซีนให้ครบ” คือ ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำ และสบู่นาน 10 - 15 นาที ใส่ยาฆ่าเชื้อ รีบไปพบแพทย์เพื่อพิจารณารับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ครบชุด กักสัตว์เพื่อดูอาการอย่างน้อย 10 วัน หากสัตว์เสียชีวิตให้ส่งสัตว์ตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า นอกจากนี้ผู้เลี้ยงควรนำสุนัข และแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เป็นประจำทุกปี ซึ่งจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์อยู่สูงถึงระดับที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ในแต่ละปีจะมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการบริกาiฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว ผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ท่านอาศัยอยู่ หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422


ระวัง!! อากาศร้อนระวังสัตว์เสี่ยงโรคพิษสุนัขบ้า รักษาไม่หาย เป็นแล้วเสี่ยงตายได้
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- อย. รับรอง 7 แพลตฟอร์มแรก Telepharmacy เพิ่มการเข้าถึงเภสัชกรอย่างปลอดภัย (15 views)
- สบยช. จัดกิจกรรมเชิงรุกรับ “วันต่อต้านยาเสพติดโลก 2569” มุ่งสร้างเกราะป้องกันเด็กและเยาวชน (9 views)
- ภัยเงียบในซองเล็ก “นิโคตินถุง” เสี่ยงได้รับพิษนิโคตินเฉียบพลัน เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (60 views)
- เตือนผู้สูงอายุใส่ใจสุขภาพช่องปาก แนะตรวจรอยโรคเป็นประจำ พร้อมเผยแนวทางดูแลฟันเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (15 views)
- จักษุแพทย์แนะ ก่อน - หลังผ่าตัดต้อกระจก ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร (8 views)
- Spondylolisthesis คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการรักษา (35 views)
- Longevity คืออะไร? รู้จักเคล็ดลับอายุยืน สุขภาพดี คนยุคใหม่ต้องรู้ (46 views)
- คอเลสเตอรอลสูงต้องรู้! 15 อาหารลดไขมันในเส้นเลือด ที่แนะนำ (15 views)
