โรคต้อหิน ภัยเงียบทำร้ายดวงตา แพทย์แนะนำการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอป้องกันไม่ให้ตาบอดจากโรคต้อหินได้
- สุขภาพดี.com ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 11 เม.ย. 2016 2:16 pm
โรคต้อหิน ภัยเงียบทำร้ายดวงตา แพทย์แนะนำการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอป้องกันไม่ให้ตาบอดจากโรคต้อหินได้
โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์(วัดไร่ขิง) แนะนำการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญมาก สามารถป้องกันไม่ให้ตาบอดจากโรคต้อหินได้ เพราะต้อหินเป็นโรคตาบอดถาวรอันดับ 1 ของไทย 9 ใน 10 คนที่เป็นต้อหินไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ สามารถอ่านหนังสือ ขับรถใช้ชีวิตได้ตามปกติ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นมากแล้ว
นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ มีความจำเป็นหากตรวจพบรอยโรคที่จะนำไปสู่โรคตาแต่เนิ่นๆก็จะสามารถรักษาป้องกันไม่ให้ตาบอดได้ การตรวจตาจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดในลูกตาหรือมีอุบัติเหตุทางตา ผู้มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ๆ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยจักษุแพทย์ หากตรวจพบรอยโรคก่อนสามารถป้องกันตาบอดได้
นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผอ.รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวว่า ต้อหินเป็นโรคที่มีการทำลายของประสาทตาทำให้สูญเสียการมองเห็นตาบอดได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินมักจะมีความดันลูกตาสูงกว่าปกติซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการทำลายของประสาทตา ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ประสาทตาก็จะถูกทำลายลงเรื่อย ๆ จนทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร แต่ถ้าได้รับ การวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ และรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะสามารถรักษาการมองเห็นไว้ได้
พญ.กุลวรรณ โรจนเนืองนิตย์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กล่าวเสริมว่า โรคต้อหินมี 2 ชนิด คือ
1. โรคต้อหินมุมเปิดเป็นอาการชนิดเรื้อรังในระยะแรกของต้อหินจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพราะในระยะแรกของโรคการสูญเสียลานสายตาจะเกิดที่บริเวณรอบนอกก่อน เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นจึงจะเสียลานสายตาในส่วนตรงกลางซึ่งกระทบต่อการมองเห็นจนผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติได้ ลานสายตาจะค่อยๆแคบลงจนตาบอดในที่สุด
2. โรคต้อหินมุมปิดชนิดเฉียบพลัน อาการจะปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยโรคอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากากรซักประวัติ การตรวจขั้วประสาทตา ตรวจลานสายตา และการวัดความดันลูกตา อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้อหินส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยโรคจากการตรวจพบโดยบังเอิญในการตรวจตา ในส่วนของการรักษาโรคต้อหินนั้นหลักการรักษาคือการยับยั้งการสูญเสีย ขั้วประสาทตาหรือลานสายตา เพื่อคงสภาพการมองเห็นเดิมไว้ โดยในปัจจุบันการลดความดันตาเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถควบคุมโรคต้อหินได้ การลดความดันลูกตามีหลายวิธีซึ่งความเหมาะสมที่จะใช้รักษาแตกต่างกันไปในแต่ละราย ประกอบด้วยการใช้ยาหยอด ยากิน ยาฉีด และการใช้แสงเลเซอร์ หรือการผ่าตัด เป็นต้น ส่วนการรักษาโดยวิธีการนวดตานั้นยังไม่มีหลักฐานว่าสามารถรักษาโรคต้อหินได้ แนะนำควรปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยกับดวงตา อย่างไรก็ตามต้อหินเป็นโรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวร และรักษาไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคเพื่อคงสภาพการมองเห็นและคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน เข้ารับการตรวจคัดกรองดวงตาอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพื่อว่าหากตรวจพบรอยโรคก่อนสามารถป้องกันตาบอดได้

นพ.อาคม ชัยวีระวัฒนะ ผอ.รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวว่า ต้อหินเป็นโรคที่มีการทำลายของประสาทตาทำให้สูญเสียการมองเห็นตาบอดได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินมักจะมีความดันลูกตาสูงกว่าปกติซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการทำลายของประสาทตา ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา ประสาทตาก็จะถูกทำลายลงเรื่อย ๆ จนทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร แต่ถ้าได้รับ การวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ และรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะสามารถรักษาการมองเห็นไว้ได้
พญ.กุลวรรณ โรจนเนืองนิตย์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กล่าวเสริมว่า โรคต้อหินมี 2 ชนิด คือ
1. โรคต้อหินมุมเปิดเป็นอาการชนิดเรื้อรังในระยะแรกของต้อหินจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพราะในระยะแรกของโรคการสูญเสียลานสายตาจะเกิดที่บริเวณรอบนอกก่อน เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้นจึงจะเสียลานสายตาในส่วนตรงกลางซึ่งกระทบต่อการมองเห็นจนผู้ป่วยสังเกตความผิดปกติได้ ลานสายตาจะค่อยๆแคบลงจนตาบอดในที่สุด
2. โรคต้อหินมุมปิดชนิดเฉียบพลัน อาการจะปวดตา ตาแดง และตามัวอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยโรคอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากากรซักประวัติ การตรวจขั้วประสาทตา ตรวจลานสายตา และการวัดความดันลูกตา อย่างไรก็ตามผู้ป่วยต้อหินส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยโรคจากการตรวจพบโดยบังเอิญในการตรวจตา ในส่วนของการรักษาโรคต้อหินนั้นหลักการรักษาคือการยับยั้งการสูญเสีย ขั้วประสาทตาหรือลานสายตา เพื่อคงสภาพการมองเห็นเดิมไว้ โดยในปัจจุบันการลดความดันตาเป็นวิธีที่ได้รับการพิสูจน์และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถควบคุมโรคต้อหินได้ การลดความดันลูกตามีหลายวิธีซึ่งความเหมาะสมที่จะใช้รักษาแตกต่างกันไปในแต่ละราย ประกอบด้วยการใช้ยาหยอด ยากิน ยาฉีด และการใช้แสงเลเซอร์ หรือการผ่าตัด เป็นต้น ส่วนการรักษาโดยวิธีการนวดตานั้นยังไม่มีหลักฐานว่าสามารถรักษาโรคต้อหินได้ แนะนำควรปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยกับดวงตา อย่างไรก็ตามต้อหินเป็นโรคที่ทำให้เกิดการสูญเสียสายตาแบบถาวร และรักษาไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมโรคเพื่อคงสภาพการมองเห็นและคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงของโรคต้อหิน เข้ารับการตรวจคัดกรองดวงตาอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง เพื่อว่าหากตรวจพบรอยโรคก่อนสามารถป้องกันตาบอดได้
โรคต้อหิน ภัยเงียบทำร้ายดวงตา แพทย์แนะนำการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอป้องกันไม่ให้ตาบอดจากโรคต้อหินได้
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- อย. รับรอง 7 แพลตฟอร์มแรก Telepharmacy เพิ่มการเข้าถึงเภสัชกรอย่างปลอดภัย (18 views)
- สบยช. จัดกิจกรรมเชิงรุกรับ “วันต่อต้านยาเสพติดโลก 2569” มุ่งสร้างเกราะป้องกันเด็กและเยาวชน (10 views)
- ภัยเงียบในซองเล็ก “นิโคตินถุง” เสี่ยงได้รับพิษนิโคตินเฉียบพลัน เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (63 views)
- เตือนผู้สูงอายุใส่ใจสุขภาพช่องปาก แนะตรวจรอยโรคเป็นประจำ พร้อมเผยแนวทางดูแลฟันเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (15 views)
- จักษุแพทย์แนะ ก่อน - หลังผ่าตัดต้อกระจก ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร (9 views)
- Spondylolisthesis คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการรักษา (36 views)
- Longevity คืออะไร? รู้จักเคล็ดลับอายุยืน สุขภาพดี คนยุคใหม่ต้องรู้ (46 views)
- คอเลสเตอรอลสูงต้องรู้! 15 อาหารลดไขมันในเส้นเลือด ที่แนะนำ (15 views)
