แนะเลี่ยงทิ้งยาลงถังขยะหรือแหล่งน้ำ เพราะยาบางประเภทมีฤทธิ์ตกค้างในสิ่งแวดล้อม
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
แนะเลี่ยงทิ้งยาลงถังขยะหรือแหล่งน้ำ เพราะยาบางประเภทมีฤทธิ์ตกค้างในสิ่งแวดล้อม
กรมอนามัย เผย ยาบางประเภทมีฤทธิ์ตกค้างในสิ่งแวดล้อม แนะเลี่ยงทิ้งลงถังขยะหรือแหล่งน้ำ

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนที่เก็บยาที่กินไม่หมด ยาหมดอายุ ยาเหลือใช้ หรือยาไม่ใช้แล้ว ไม่ควรทิ้งในถังขยะทั่วไปหรือแหล่งน้ำ เหตุยาบางประเภทมีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อระบบนิเวศและสุขภาพในระยะยาว
นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ยาของประชาชนที่เป็นผู้ป่วย ได้รับมาจากโรงพยาบาล หรือสถานบริการการสาธารณสุข แล้วกินยาไม่ครบตามแพทย์สั่ง รวมถึงยาบางชนิดที่ประชาชนซื้อหามาจากร้านขายยาทั่วไปแล้วหมดอายุ เหลือใช้ หรือไม่ใช้แล้ว มักเก็บไว้ในบ้าน สะสมเป็นเวลานานจนมีจำนวนมากขึ้น ประชาชนบางรายนำไปทิ้งลงถังขยะ ทิ้งลงแหล่งน้ำ หรือฝังลงดินในบริเวณบ้านซึ่งพบว่ายาบางประเภทส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปยาจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ ยาทั่วไป ได้แก่ ยาสามัญประจำบ้าน จำพวก ยาแก้ปวด ยาลดไข้ และยาที่มีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม (Environmental Persistent Pharmaceutical pollutants : EPPP) เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคความดันโลหิต เบาหวาน ยารักษาอาการโรคซึมเศร้า รวมทั้ง ฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด ซึ่งยาประเภทหลังนี้ จะมีคุณสมบัติที่คงสภาพ ทนทาน โดยฤทธิ์ของยาจะไม่ถูกทำลายด้วยระบบกรองน้ำ ระบบผลิตน้ำประปา หรือระบบบำบัดน้ำเสีย ดังนั้น ยาประเภทดังกล่าว จึงปนเปื้อนในแหล่งน้ำ แล้วมีโอกาสย้อนกลับเข้าสู่ระบบผลิตน้ำดื่ม และน้ำประปา สำหรับการอุปโภค บริโภคของประชาชนในที่สุด ซึ่งในระยะยาวการรับสัมผัสยาที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลต่อสุขภาพไม่ทางใดก็ทางหนึ่งประชาชนควรหลีกเลี่ยงการทิ้งยาลงในสิ่งแวดล้อมโดยตรง
การจัดการยาสำหรับครัวเรือนและชุมชน สามารถทำได้ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนมีความความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินยา การจัดเก็บยาให้ถูกต้องปลอดภัยต่อเด็กเล็ก และเรียนรู้วิธีการสังเกตหรืออ่านวันหมดอายุของยาภายในบ้าน อีกทั้ง ต้องรับทราบ สถานการณ์การปนเปื้อนยาในสิ่งแวดล้อมและโอกาสเสี่ยงต่อการรับสัมผัสยาที่ตกค้างในน้ำดื่มน้ำใช้ เพื่อให้ประชาชนตระหนักและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ในการส่งกลับยาไปกำจัด ซึ่งทางภาครัฐ ทั้งโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ต้องร่วมกันหาทางจัดการ และควรกำหนดจุดตั้งกล่อง หรือภาชนะรวบรวมยาจากประชาชน เพื่อรวบรวมนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง ซึ่งหากเป็นยาที่มีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม ต้องนำไปกำจัดโดยวิธีเผาที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 1,200 องศาเซลเซียส ส่วนยาทั่วไปประเภทอื่นสามารถนำไปกำจัดที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 850 องศาเซลเซียส ก่อนนำเถ้าไปฝังกลบตามหลักสุขาภิบาลต่อไป
?ทั้งนี้ ยาสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่ได้รับมาในปริมาณหนึ่ง ผู้ป่วยต้องมีวินัยในการกินยาตามแพทย์สั่ง และต้องนำยาส่วนที่เหลือไปให้แพทย์ทำการตรวจสอบปริมาณที่เหลือทุกครั้งที่แพทย์นัด เพื่อเป็นการลดการตกค้าง และสะสมของยาไว้ ที่บ้านและป้องกันไม่ให้มียาเหลือทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ข้อควรระวังสำหรับการจัดการยาจากครัวเรือนและชุมชน คือ ห้ามมอบหรือส่งต่อให้ผู้อื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาการป่วยของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ห้ามทิ้งลงในถังขยะทั่วไป ห้ามทิ้งลงในแหล่งน้ำ หรือในสิ่งแวดล้อมโดยตรง ห้ามทิ้งยาลงในชักโครกหรือระบบบำบัดน้ำเสีย หรือท่อระบายน้ำทิ้ง เนื่องจากยาบางประเภทมีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ และอาจเกิดการปนเปื้อนสู่คนผ่านการหมุนเวียนน้ำมาใช้ในการผลิตน้ำประปาสำหรับอุปโภคบริโภคได้ รวมทั้ง ห้ามเผาทำลายหรือเจาะตัวบรรจุภัณฑ์ประเภทยาที่อัดความดัน จำพวก ยาพ่นรักษาหอบหืด เพราะอาจทำให้เกิดการระเบิดเป็นอันตรายได้ แต่ควรส่งคืนยา ที่เหลือใช้ หมดอายุ หรือไม่ใช้แล้วกลับคืนโรงพยาบาล หรือหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี? รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะประชาชนที่เก็บยาที่กินไม่หมด ยาหมดอายุ ยาเหลือใช้ หรือยาไม่ใช้แล้ว ไม่ควรทิ้งในถังขยะทั่วไปหรือแหล่งน้ำ เหตุยาบางประเภทมีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อมส่งผลต่อระบบนิเวศและสุขภาพในระยะยาว
นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ยาของประชาชนที่เป็นผู้ป่วย ได้รับมาจากโรงพยาบาล หรือสถานบริการการสาธารณสุข แล้วกินยาไม่ครบตามแพทย์สั่ง รวมถึงยาบางชนิดที่ประชาชนซื้อหามาจากร้านขายยาทั่วไปแล้วหมดอายุ เหลือใช้ หรือไม่ใช้แล้ว มักเก็บไว้ในบ้าน สะสมเป็นเวลานานจนมีจำนวนมากขึ้น ประชาชนบางรายนำไปทิ้งลงถังขยะ ทิ้งลงแหล่งน้ำ หรือฝังลงดินในบริเวณบ้านซึ่งพบว่ายาบางประเภทส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม โดยทั่วไปยาจะแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ ยาทั่วไป ได้แก่ ยาสามัญประจำบ้าน จำพวก ยาแก้ปวด ยาลดไข้ และยาที่มีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม (Environmental Persistent Pharmaceutical pollutants : EPPP) เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคความดันโลหิต เบาหวาน ยารักษาอาการโรคซึมเศร้า รวมทั้ง ฮอร์โมนหรือยาคุมกำเนิด ซึ่งยาประเภทหลังนี้ จะมีคุณสมบัติที่คงสภาพ ทนทาน โดยฤทธิ์ของยาจะไม่ถูกทำลายด้วยระบบกรองน้ำ ระบบผลิตน้ำประปา หรือระบบบำบัดน้ำเสีย ดังนั้น ยาประเภทดังกล่าว จึงปนเปื้อนในแหล่งน้ำ แล้วมีโอกาสย้อนกลับเข้าสู่ระบบผลิตน้ำดื่ม และน้ำประปา สำหรับการอุปโภค บริโภคของประชาชนในที่สุด ซึ่งในระยะยาวการรับสัมผัสยาที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลต่อสุขภาพไม่ทางใดก็ทางหนึ่งประชาชนควรหลีกเลี่ยงการทิ้งยาลงในสิ่งแวดล้อมโดยตรง
การจัดการยาสำหรับครัวเรือนและชุมชน สามารถทำได้ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนมีความความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินยา การจัดเก็บยาให้ถูกต้องปลอดภัยต่อเด็กเล็ก และเรียนรู้วิธีการสังเกตหรืออ่านวันหมดอายุของยาภายในบ้าน อีกทั้ง ต้องรับทราบ สถานการณ์การปนเปื้อนยาในสิ่งแวดล้อมและโอกาสเสี่ยงต่อการรับสัมผัสยาที่ตกค้างในน้ำดื่มน้ำใช้ เพื่อให้ประชาชนตระหนักและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ในการส่งกลับยาไปกำจัด ซึ่งทางภาครัฐ ทั้งโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ต้องร่วมกันหาทางจัดการ และควรกำหนดจุดตั้งกล่อง หรือภาชนะรวบรวมยาจากประชาชน เพื่อรวบรวมนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง ซึ่งหากเป็นยาที่มีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในสิ่งแวดล้อม ต้องนำไปกำจัดโดยวิธีเผาที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 1,200 องศาเซลเซียส ส่วนยาทั่วไปประเภทอื่นสามารถนำไปกำจัดที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 850 องศาเซลเซียส ก่อนนำเถ้าไปฝังกลบตามหลักสุขาภิบาลต่อไป
?ทั้งนี้ ยาสำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่ได้รับมาในปริมาณหนึ่ง ผู้ป่วยต้องมีวินัยในการกินยาตามแพทย์สั่ง และต้องนำยาส่วนที่เหลือไปให้แพทย์ทำการตรวจสอบปริมาณที่เหลือทุกครั้งที่แพทย์นัด เพื่อเป็นการลดการตกค้าง และสะสมของยาไว้ ที่บ้านและป้องกันไม่ให้มียาเหลือทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ข้อควรระวังสำหรับการจัดการยาจากครัวเรือนและชุมชน คือ ห้ามมอบหรือส่งต่อให้ผู้อื่นโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาการป่วยของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ห้ามทิ้งลงในถังขยะทั่วไป ห้ามทิ้งลงในแหล่งน้ำ หรือในสิ่งแวดล้อมโดยตรง ห้ามทิ้งยาลงในชักโครกหรือระบบบำบัดน้ำเสีย หรือท่อระบายน้ำทิ้ง เนื่องจากยาบางประเภทมีฤทธิ์ตกค้างยาวนานในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ และอาจเกิดการปนเปื้อนสู่คนผ่านการหมุนเวียนน้ำมาใช้ในการผลิตน้ำประปาสำหรับอุปโภคบริโภคได้ รวมทั้ง ห้ามเผาทำลายหรือเจาะตัวบรรจุภัณฑ์ประเภทยาที่อัดความดัน จำพวก ยาพ่นรักษาหอบหืด เพราะอาจทำให้เกิดการระเบิดเป็นอันตรายได้ แต่ควรส่งคืนยา ที่เหลือใช้ หมดอายุ หรือไม่ใช้แล้วกลับคืนโรงพยาบาล หรือหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี? รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด
แนะเลี่ยงทิ้งยาลงถังขยะหรือแหล่งน้ำ เพราะยาบางประเภทมีฤทธิ์ตกค้างในสิ่งแวดล้อม
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis) รู้ทันอาการและวิธีป้องกัน (2 views)
- แสงสีฟ้า (Blue Light) เป็นอันตรายต่อดวงตาจริงหรือ ? (33 views)
- กินสุกก็แซ่บได้ พยาธิตายชัวร์! (3 views)
- อย. รับรอง 7 แพลตฟอร์มแรก Telepharmacy เพิ่มการเข้าถึงเภสัชกรอย่างปลอดภัย (30 views)
- สบยช. จัดกิจกรรมเชิงรุกรับ “วันต่อต้านยาเสพติดโลก 2569” มุ่งสร้างเกราะป้องกันเด็กและเยาวชน (15 views)
- ภัยเงียบในซองเล็ก “นิโคตินถุง” เสี่ยงได้รับพิษนิโคตินเฉียบพลัน เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (77 views)
- เตือนผู้สูงอายุใส่ใจสุขภาพช่องปาก แนะตรวจรอยโรคเป็นประจำ พร้อมเผยแนวทางดูแลฟันเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (19 views)
- จักษุแพทย์แนะ ก่อน - หลังผ่าตัดต้อกระจก ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร (12 views)
