แสงสีฟ้า (Blue Light) เป็นอันตรายต่อดวงตาจริงหรือ ?
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
แสงสีฟ้า (Blue Light) เป็นอันตรายต่อดวงตาจริงหรือ ?
“แสงสีฟ้า” กับผลกระทบต่อการมองเห็น
รพ.เมตตาฯ (วัดไร่ขิง) แนะ!ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต หน้าจอสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต กลายเป็นอุปกรณ์หลักที่เราต้องใช้งานตลอดทั้งวัน การใช้งานอย่างต่อเนื่องยาวนานสามารถก่อให้เกิดปัญหา "ภาวะตาล้าจากการ ใช้หน้าจอ" (Digital Eye Strain) ได้
นพ.กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผอ.รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวว่า แม้แสงสีฟ้าจะเป็นแสงที่อยู่รอบตัวเราทั้งจากดวงอาทิตย์และอุปกรณ์ดิจิทัล แต่การได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อฟิล์มน้ำตาและกล้ามเนื้อตา ทำให้มีอาการปวดตา แสบตา หรือตามัวได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ควรหยุดพักการใช้หน้าจอ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านจักษุวิทยาพร้อมให้คำปรึกษาและให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคทางจักษุวิทยาด้วยความเชี่ยวชาญในทุกสาขา เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพตาและการมองเห็นที่ดี
พญ.ทิฆัมพร จันทร์ภู่ นายแพทย์ปฎิบัติการจอตาและวุ้นตา กล่าวถึงในมุมมองของจักษุแพทย์ว่า แสงสีฟ้า (Blue Light) คือแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นแต่มีพลังงานสูงที่สุดในกลุ่มแสงที่มองเห็นได้ ซึ่งสามารถเดินทางผ่านกระจกตาและเลนส์ตาเข้าไปสู่จอตา (Retina) ได้โดยตรง ทั้งนี้ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่การใช้งานหน้าจอระยะสั้น แต่คือ "การสะสม" ในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ต่อเซลล์รับแสง ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของจอตาลดลง หรือในกรณีที่รุนแรงอาจไปกระตุ้นให้เกิดโรคจอตาเสื่อม (AMD) ได้เร็วกว่าปกติ นอกจากเรื่องจอตาแล้ว ปัญหาที่พบบ่อยคือ "ภาวะวุ้นตาเสื่อมก่อนวัย" จากการใช้สายตาเพ่งจอเป็นเวลานานจนเกิดความเครียดในลูกตา ดังนั้นประชาชนจึงควรสังเกตอาการ "จุดดำลอย" (Floaters) หรือ "แสงแฟลช" (Photopsia) ในตา หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับการมองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือจุดมืดกลางภาพ ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อตรวจจอตาอย่างละเอียด เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้า แต่อาจพบเป็นรอยฉีกขาดหรือภาวะจอตาหลุดลอกซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้การใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลให้เป็นไปอย่างปลอดภัย ควรใช้กฎ "20-20-20" กล่าวคือ ทุก 20 นาทีที่จ้องหน้าจอ ให้พักสายตา 20 วินาที โดยมองไกลออกไป 20 ฟุต เพื่อคลายกล้ามเนื้อตา นอกจากนี้ ควรปรับความสว่างหน้าจอให้พอเหมาะกับสภาพแวดล้อม ไม่จ้องหน้าจอในที่มืด และหมั่นกะพริบตาให้บ่อยขึ้นเพื่อป้องกันตาแห้ง หากต้องทำงานหน้าจอนานๆ การเลือกใช้แว่นที่เคลือบสารป้องกันแสงสีฟ้าอาจช่วยทำให้สบายตาได้บ้าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดระเบียบเวลาพักสายตาและการตรวจสุขภาพตาประจำปี
แสงสีฟ้า (Blue Light) เป็นอันตรายต่อดวงตาจริงหรือ ?
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- 5 เรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกินยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนู (3 views)
- โรคผิวหนังที่ต้องระวังในหน้าฝน น้ำท่วมขัง (50 views)
- ระวัง โรคตาแดง ภัยเงียบที่มากับน้ำท่วมขัง (55 views)
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ แนะใช้ศาสตร์แพทย์แผนจีน บำรุงหัวใจ เนื่องในวันหัวใจโลก (World Heart Day) (52 views)
- เรื่องต้องรู้ก่อนมา เลเซอร์ดวงตา รู้วิธีการเตรียมตัวก่อนมาเลเซอร์ตา (90 views)
- รู้จัก "เห็บ" 🕷️ พาหะโรคติดเชื้อไวรัส SFTS โรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ (80 views)
- วัณโรค และวัณโรคดื้อยา: รู้เร็ว รักษาได้ หยุดการแพร่เชื้อ เพื่อสุขภาพดีของทุกคน (120 views)
- เตือน “SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ รู้ทันก่อนรุนแรงถึงชีวิต ย้ำคนเลี้ยงสัตว์–ผู้สัมผัสเห็บอย่าชะล่าใจ (98 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน
