การดูแลตนเองหลังการผ่าตัดบายพาสต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ Coronary Artery Bypass Grafting
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
การดูแลตนเองหลังการผ่าตัดบายพาสต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ Coronary Artery Bypass Grafting
กรมการแพทย์ แนะการดูแลตนเองหลังการผ่าตัดบายพาสต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting หรือ CABG) รู้ทันอาการ รักษาทันเวลา ลดเสี่ยงเสียชีวิต
กรมการแพทย์ สถาบันโรคทรวงอกแนะนำเรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังการผ่าตัดบายพาสต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting หรือ CABG) หากเกิดอาการอย่างเฉียบพลัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้
นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบหรืออุดตัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนขาดเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกด้านซ้าย อาจมีเหงื่อออก ใจสั่นร่วมด้วยมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ และในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นหมดสติ จนหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตกะทันหัน หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกผิดปกติ ไม่ควรนิ่งนอนใจควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้แก่ 1) รักษาด้วยการรับประทานยา 2) รักษาด้วยการทำหัตถการผ่านทางสายสวนด้วยการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนซึ่งอาจจะใส่ขดลวดเคลือบน้ำยา (Drug Eluting Stent) หรือใช้บอลลูนเคลือบน้ำยา(Drug Coated Balloon) 3)การผ่าตัดบายพาสต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting หรือ CABG) ซึ่งในการรักษาโดยวิธีนี้เป็นการนำหลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำมาทำทางเบี่ยงใหม่เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจบริเวณที่ถูกเลี้ยงด้วยเส้นเลือดหัวใจที่ตีบ ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดบายพาสจะต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 7-10 วัน ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวโดยมีโปรแกรมกายภาพฟื้นฟูร่างกาย และมีการติดตามอาการโดยมีการนัดมาตรวจกับศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดอีก 2 สัปดาห์ ทั้งนี้หลังการผ่าตัดประมาณ 1 เดือน ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เช่น ทำงานหรือออกกำลังกายได้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
นอกจากนี้ผู้ป่วยควรดูแลตนเองหลังผ่าตัดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษาสิ่งสำคัญ คือ การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเส้นเลือดหัวใจตีบซ้ำ โดยควรปฏิบัติตัวดังนี้ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ควบคุมปัจจัยเสี่ยงโดยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ควบคุมความดันให้ดีไม่ควรเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ควบคุมไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน และมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อประเมินอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่มีอาการผิดปกติเช่น เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อย ใจสั่นหวิวๆ มีอาการวูบเหมือนจะเป็นลม ผู้ป่วยต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว
กรมการแพทย์ สถาบันโรคทรวงอกแนะนำเรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจภายหลังการผ่าตัดบายพาสต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting หรือ CABG) หากเกิดอาการอย่างเฉียบพลัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้
นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจเกิดการตีบหรืออุดตัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนขาดเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกด้านซ้าย อาจมีเหงื่อออก ใจสั่นร่วมด้วยมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติ และในบางรายอาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นหมดสติ จนหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตกะทันหัน หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกผิดปกติ ไม่ควรนิ่งนอนใจควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้แก่ 1) รักษาด้วยการรับประทานยา 2) รักษาด้วยการทำหัตถการผ่านทางสายสวนด้วยการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนซึ่งอาจจะใส่ขดลวดเคลือบน้ำยา (Drug Eluting Stent) หรือใช้บอลลูนเคลือบน้ำยา(Drug Coated Balloon) 3)การผ่าตัดบายพาสต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting หรือ CABG) ซึ่งในการรักษาโดยวิธีนี้เป็นการนำหลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำมาทำทางเบี่ยงใหม่เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจบริเวณที่ถูกเลี้ยงด้วยเส้นเลือดหัวใจที่ตีบ ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดบายพาสจะต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 7-10 วัน ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวโดยมีโปรแกรมกายภาพฟื้นฟูร่างกาย และมีการติดตามอาการโดยมีการนัดมาตรวจกับศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดอีก 2 สัปดาห์ ทั้งนี้หลังการผ่าตัดประมาณ 1 เดือน ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เช่น ทำงานหรือออกกำลังกายได้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
นอกจากนี้ผู้ป่วยควรดูแลตนเองหลังผ่าตัดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษาสิ่งสำคัญ คือ การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเส้นเลือดหัวใจตีบซ้ำ โดยควรปฏิบัติตัวดังนี้ รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ควบคุมปัจจัยเสี่ยงโดยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ควบคุมความดันให้ดีไม่ควรเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ควบคุมไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ครั้งละ 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน และมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อประเมินอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่มีอาการผิดปกติเช่น เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อย ใจสั่นหวิวๆ มีอาการวูบเหมือนจะเป็นลม ผู้ป่วยต้องรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว
การดูแลตนเองหลังการผ่าตัดบายพาสต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ Coronary Artery Bypass Grafting
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- 5 เรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกินยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนู (20 views)
- โรคผิวหนังที่ต้องระวังในหน้าฝน น้ำท่วมขัง (72 views)
- ระวัง โรคตาแดง ภัยเงียบที่มากับน้ำท่วมขัง (83 views)
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ แนะใช้ศาสตร์แพทย์แผนจีน บำรุงหัวใจ เนื่องในวันหัวใจโลก (World Heart Day) (76 views)
- เรื่องต้องรู้ก่อนมา เลเซอร์ดวงตา รู้วิธีการเตรียมตัวก่อนมาเลเซอร์ตา (107 views)
- รู้จัก "เห็บ" 🕷️ พาหะโรคติดเชื้อไวรัส SFTS โรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ (97 views)
- วัณโรค และวัณโรคดื้อยา: รู้เร็ว รักษาได้ หยุดการแพร่เชื้อ เพื่อสุขภาพดีของทุกคน (123 views)
- เตือน “SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ รู้ทันก่อนรุนแรงถึงชีวิต ย้ำคนเลี้ยงสัตว์–ผู้สัมผัสเห็บอย่าชะล่าใจ (98 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Apple [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน

