กรมควบคุมโรคย้ำประชาชนยังต้องดูแลป้องกันตนเองจากยุงลาย แม้จะมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดแล้ว
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
กรมควบคุมโรคย้ำประชาชนยังต้องดูแลป้องกันตนเองจากยุงลาย แม้จะมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดแล้ว
กรมควบคุมโรค ชี้ประชาชนยังต้องดูแลป้องกันตนเองจากยุงลาย แม้ขณะนี้เริ่มมีการให้บริการวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกก็ตาม
กรมควบคุมโรค เผยประเทศไทยเริ่มมีการให้บริการวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในสถานพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งวัคซีนนี้ได้ผ่านการพิจารณาและการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้วว่ามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังต้องดูแลและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด และร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเริ่มจากบ้านของตนเอง ชุมชน และสถานที่สาธารณะต่างๆ เน้นมาตรการ ?3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค?
24 ม.ค.60 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากที่สถานพยาบาลหลายแห่งในประเทศไทยเริ่มมีการให้บริการวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกแก่ประชาชน นั้น จากการศึกษาพบว่าวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสมีชีวิตที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ ประกอบด้วยเชื้อไวรัส 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันการเกิดไข้เลือดออกได้ร้อยละ 65 อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนหน้าที่จะได้รับวัคซีน และอายุของผู้ได้รับวัคซีน ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย เมื่อ 30 กันยายน 2559 โดยผ่านการพิจารณาและการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่ามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย
โดยทั่วไปอาการข้างเคียงจากการรับวัคซีนมีค่อนข้างน้อย อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นไข้ ซึ่งอาการเหล่านี้หายได้ภายใน 3 วัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในเบื้องต้นพบว่ากลุ่มเด็กเล็ก(อายุต่ำกว่า 5 ปี) ที่ได้รับวัคซีน เมื่อติดเชื้อไข้เลือดออกแล้วมีความเสี่ยงที่จะป่วยและมีอาการรุนแรงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนประมาณ 7.5 เท่า และเนื่องจากวัคซีนนี้ทำจากเชื้อไวรัสมีชีวิตที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ ดังนั้นกลุ่มที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับยาเคมีบำบัด หญิงตั้งครรภ์และหญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร ห้ามให้วัคซีนนี้ สำหรับประชาชนที่ต้องการรับวัคซีน ควรขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ และควรมีใบสั่งแพทย์ทุกครั้ง
ปัจจุบันวัคซีนนี้ยังไม่ได้บรรจุในรายการวัคซีนพื้นฐานที่ภาครัฐให้บริการแก่ประชาชน เนื่องจากยังมีข้อจำกัดบางประการในการป้องกันไข้เลือดออก รวมทั้งขณะนี้ยังขาดข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เช่น ความชุกของการติดเชื้อ (seroprevalence) เป็นต้น ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำไปพิจารณาในการใช้วัคซีนในวงกว้าง ต่อไป ดังนั้น ประชาชนที่ต้องการรับวัคซีนนี้ จึงยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง จนกว่าจะนำมาให้บริการเป็นวัคซีนพื้นฐานในอนาคต
แม้ว่าขณะนี้ ประเทศไทยเริ่มมีการให้บริการวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในสถานพยาบาลหลายแห่ง แต่ประชาชนยังต้องดูแลและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด และร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเริ่มจากบ้านของตนเอง ชุมชน และสถานที่สาธารณะต่างๆ และเน้นมาตรการ ?3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค? คือ 1.เก็บบ้านให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน โดยทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ สำรวจภาชนะใส่น้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่ เพื่อป้องกัน 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย รวมทั้งการกำจัดและควบคุมยุงตัวแก่ เช่น การพ่นสารเคมีกำจัดยุงลาย และการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดเช่น ทายากันยุง กำจัดยุงโดยใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า จุดสมุนไพรหรือยาจุดไล่ยุง หรือใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่ถือเป็นช่วงสำคัญและเป็นโอกาสทองในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย กำจัดลูกน้ำยุงลายเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูการระบาด หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
กรมควบคุมโรค เผยประเทศไทยเริ่มมีการให้บริการวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในสถานพยาบาลหลายแห่ง ซึ่งวัคซีนนี้ได้ผ่านการพิจารณาและการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้วว่ามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังต้องดูแลและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด และร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเริ่มจากบ้านของตนเอง ชุมชน และสถานที่สาธารณะต่างๆ เน้นมาตรการ ?3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค?
24 ม.ค.60 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากที่สถานพยาบาลหลายแห่งในประเทศไทยเริ่มมีการให้บริการวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกแก่ประชาชน นั้น จากการศึกษาพบว่าวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสมีชีวิตที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ ประกอบด้วยเชื้อไวรัส 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันการเกิดไข้เลือดออกได้ร้อยละ 65 อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ประวัติการติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนหน้าที่จะได้รับวัคซีน และอายุของผู้ได้รับวัคซีน ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทย เมื่อ 30 กันยายน 2559 โดยผ่านการพิจารณาและการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่ามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย
โดยทั่วไปอาการข้างเคียงจากการรับวัคซีนมีค่อนข้างน้อย อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นไข้ ซึ่งอาการเหล่านี้หายได้ภายใน 3 วัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในเบื้องต้นพบว่ากลุ่มเด็กเล็ก(อายุต่ำกว่า 5 ปี) ที่ได้รับวัคซีน เมื่อติดเชื้อไข้เลือดออกแล้วมีความเสี่ยงที่จะป่วยและมีอาการรุนแรงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนประมาณ 7.5 เท่า และเนื่องจากวัคซีนนี้ทำจากเชื้อไวรัสมีชีวิตที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ ดังนั้นกลุ่มที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับยาเคมีบำบัด หญิงตั้งครรภ์และหญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร ห้ามให้วัคซีนนี้ สำหรับประชาชนที่ต้องการรับวัคซีน ควรขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ และควรมีใบสั่งแพทย์ทุกครั้ง
ปัจจุบันวัคซีนนี้ยังไม่ได้บรรจุในรายการวัคซีนพื้นฐานที่ภาครัฐให้บริการแก่ประชาชน เนื่องจากยังมีข้อจำกัดบางประการในการป้องกันไข้เลือดออก รวมทั้งขณะนี้ยังขาดข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เช่น ความชุกของการติดเชื้อ (seroprevalence) เป็นต้น ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำไปพิจารณาในการใช้วัคซีนในวงกว้าง ต่อไป ดังนั้น ประชาชนที่ต้องการรับวัคซีนนี้ จึงยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง จนกว่าจะนำมาให้บริการเป็นวัคซีนพื้นฐานในอนาคต
แม้ว่าขณะนี้ ประเทศไทยเริ่มมีการให้บริการวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในสถานพยาบาลหลายแห่ง แต่ประชาชนยังต้องดูแลและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด และร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเริ่มจากบ้านของตนเอง ชุมชน และสถานที่สาธารณะต่างๆ และเน้นมาตรการ ?3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค? คือ 1.เก็บบ้านให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้มีมุมอับทึบ เป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะ เศษภาชนะรอบบ้าน โดยทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ สำรวจภาชนะใส่น้ำ ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่ เพื่อป้องกัน 3 โรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย รวมทั้งการกำจัดและควบคุมยุงตัวแก่ เช่น การพ่นสารเคมีกำจัดยุงลาย และการป้องกันไม่ให้ยุงลายกัดเช่น ทายากันยุง กำจัดยุงโดยใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า จุดสมุนไพรหรือยาจุดไล่ยุง หรือใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่ถือเป็นช่วงสำคัญและเป็นโอกาสทองในการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย กำจัดลูกน้ำยุงลายเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูการระบาด หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
กรมควบคุมโรคย้ำประชาชนยังต้องดูแลป้องกันตนเองจากยุงลาย แม้จะมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดแล้ว
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- หลังน้ำลดยังคงต้องระวัง “โรคไข้ฉี่หนู” แนะสวมรองเท้าบูต–ถุงมือยาง ขณะทำความสะอาดบ้าน (44 views)
- หลังน้ำลด อย่าชะล่าใจ! ระวัง 6 โรค 1 ภัยใกล้ตัว กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกัน (43 views)
- 5 เรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกินยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนู (76 views)
- โรคผิวหนังที่ต้องระวังในหน้าฝน น้ำท่วมขัง (135 views)
- ระวัง โรคตาแดง ภัยเงียบที่มากับน้ำท่วมขัง (128 views)
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ แนะใช้ศาสตร์แพทย์แผนจีน บำรุงหัวใจ เนื่องในวันหัวใจโลก (World Heart Day) (120 views)
- เรื่องต้องรู้ก่อนมา เลเซอร์ดวงตา รู้วิธีการเตรียมตัวก่อนมาเลเซอร์ตา (119 views)
- รู้จัก "เห็บ" 🕷️ พาหะโรคติดเชื้อไวรัส SFTS โรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ (110 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Applebot [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน
