เตรียมบรรจุวัคซีน?ไวรัสโรต้า?เข้าแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ
- Guest ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 11:48 am
เตรียมบรรจุวัคซีน?ไวรัสโรต้า?เข้าแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ
19 ก.ย.55 นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดงานเดินวิ่งการกุศล ?คุณร่วมหยุด เราร่วมหยอด เพื่อช่วยน้องปลอดไวรัสโรต้า? ว่า จากการคาดประมาณขององค์การอนามัยโลกล่าสุด พบว่าในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก เจ็บป่วยจากโรคอุจจาระร่วงปีละ 3,000-5,000 ล้านราย เสียชีวิต 5-10 ล้านราย พบว่าเชื้อไวรัสโรต้า (rotavirus) เป็นสาเหตุประมาณร้อยละ 20-70 ส่วนใหญ่จะพบในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี
ประเทศไทยในปี 2554 คาดว่าจะมีเด็กป่วยอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้ากว่า 100,000 ราย เสียชีวิตปีละประมาณ 10 ราย มักพบในฤดูหนาว กระทรวงสาธารณสุขเร่งหาแนวทางป้องกันการป่วยและเสียชีวิตของเด็กไทยจากไวรัสดังกล่าว นอกจากจะพัฒนาเรื่องระบบความสะอาดสุขาภิบาล อาหาร น้ำดื่มแล้ว ยังมีแผนจะบรรจุวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าเข้าสู่แผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติด้วย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบนำร่องในจังหวัดสุโขทัย โดยหยอดวัคซีนให้คนละ 2 ครั้ง เมื่ออายุ 2 และ 4 เดือน ปีละ 5,000 คน รวม 15,000 คน ในระยะเวลา 3 ปี โดยดำเนินการตามคำแนะนำของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
"คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ และจะประเมินผลเป็นระยะๆ ทุก 6 เดือน เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน คาดว่าจะติดตามถึงปี 2557 หากได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จะพิจารณานำวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคภายในปี 2558 จะทำให้เด็กไทยอายุต่ำกว่า 6 เดือน ทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง จะทำให้เด็กไทยได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ เนื่องจากหากเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เจ็บป่วยบ่อย จะมีผลต่อพัฒนาการของเด็กด้วย"
ด้านนายแพทย์จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ไวรัสโรต้าก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กทารก และเด็กเล็ก ส่วนเด็กโต หรือผู้ใหญ่ส่วนมากมีภูมิคุ้มกันต่อโรคแล้ว หากมีการติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการหรือมีอาการน้อยกว่าที่พบในเด็กเล็ก ไวรัสมีระยะฟักตัว 1-3 วัน เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ มีไข้ต่ำๆ บางครั้งอาจเกิดอาการร่วมกับทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไอ มีน้ำมูกไหล คอแดง ทอนซิลอักเสบ อาการพบนานตั้งแต่ 2-3 วัน จนถึง 7-10 วัน บางรายอาจมีอาการรุนแรง ขาดน้ำ ช็อก ทำให้เสียชีวิตได้ โดยทั่วไปโรคนี้จะหายเองได้ประมาณ 2-14 วัน
สำหรับการป้องกันจะเน้นการรักษาอนามัยส่วนบุคคลเช่น การล้างมือ การรักษาความสะอาดในการประกอบอาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้การดูแลห้องสุขาให้สะอาดถูกสุขลักษณะแล้ว หากมีวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า เพิ่มเติม มั่นใจว่าสามารถช่วยป้องกันโรคดังกล่าวได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง มติชน
ประเทศไทยในปี 2554 คาดว่าจะมีเด็กป่วยอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้ากว่า 100,000 ราย เสียชีวิตปีละประมาณ 10 ราย มักพบในฤดูหนาว กระทรวงสาธารณสุขเร่งหาแนวทางป้องกันการป่วยและเสียชีวิตของเด็กไทยจากไวรัสดังกล่าว นอกจากจะพัฒนาเรื่องระบบความสะอาดสุขาภิบาล อาหาร น้ำดื่มแล้ว ยังมีแผนจะบรรจุวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าเข้าสู่แผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติด้วย โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบนำร่องในจังหวัดสุโขทัย โดยหยอดวัคซีนให้คนละ 2 ครั้ง เมื่ออายุ 2 และ 4 เดือน ปีละ 5,000 คน รวม 15,000 คน ในระยะเวลา 3 ปี โดยดำเนินการตามคำแนะนำของคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
"คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ และจะประเมินผลเป็นระยะๆ ทุก 6 เดือน เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน คาดว่าจะติดตามถึงปี 2557 หากได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จะพิจารณานำวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าเข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคภายในปี 2558 จะทำให้เด็กไทยอายุต่ำกว่า 6 เดือน ทุกคนได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง จะทำให้เด็กไทยได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ เนื่องจากหากเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เจ็บป่วยบ่อย จะมีผลต่อพัฒนาการของเด็กด้วย"
ด้านนายแพทย์จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ไวรัสโรต้าก่อให้เกิดโรคอุจจาระร่วงในเด็กทารก และเด็กเล็ก ส่วนเด็กโต หรือผู้ใหญ่ส่วนมากมีภูมิคุ้มกันต่อโรคแล้ว หากมีการติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการหรือมีอาการน้อยกว่าที่พบในเด็กเล็ก ไวรัสมีระยะฟักตัว 1-3 วัน เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำ มีไข้ต่ำๆ บางครั้งอาจเกิดอาการร่วมกับทางระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไอ มีน้ำมูกไหล คอแดง ทอนซิลอักเสบ อาการพบนานตั้งแต่ 2-3 วัน จนถึง 7-10 วัน บางรายอาจมีอาการรุนแรง ขาดน้ำ ช็อก ทำให้เสียชีวิตได้ โดยทั่วไปโรคนี้จะหายเองได้ประมาณ 2-14 วัน
สำหรับการป้องกันจะเน้นการรักษาอนามัยส่วนบุคคลเช่น การล้างมือ การรักษาความสะอาดในการประกอบอาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้การดูแลห้องสุขาให้สะอาดถูกสุขลักษณะแล้ว หากมีวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า เพิ่มเติม มั่นใจว่าสามารถช่วยป้องกันโรคดังกล่าวได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง มติชน
เตรียมบรรจุวัคซีน?ไวรัสโรต้า?เข้าแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- หลังน้ำลดยังคงต้องระวัง “โรคไข้ฉี่หนู” แนะสวมรองเท้าบูต–ถุงมือยาง ขณะทำความสะอาดบ้าน (3 views)
- หลังน้ำลด อย่าชะล่าใจ! ระวัง 6 โรค 1 ภัยใกล้ตัว กรมควบคุมโรคแนะวิธีป้องกัน (3 views)
- 5 เรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกินยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนู (28 views)
- โรคผิวหนังที่ต้องระวังในหน้าฝน น้ำท่วมขัง (78 views)
- ระวัง โรคตาแดง ภัยเงียบที่มากับน้ำท่วมขัง (83 views)
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ แนะใช้ศาสตร์แพทย์แผนจีน บำรุงหัวใจ เนื่องในวันหัวใจโลก (World Heart Day) (80 views)
- เรื่องต้องรู้ก่อนมา เลเซอร์ดวงตา รู้วิธีการเตรียมตัวก่อนมาเลเซอร์ตา (111 views)
- รู้จัก "เห็บ" 🕷️ พาหะโรคติดเชื้อไวรัส SFTS โรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ (102 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน
