เผยช่วงต้นหน้าร้อนโรคหัดออกผื่นระบาดพุ่ง เตือนระวังเด็กเล็กแ
- pr_dpc9 ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 06 ก.ย. 2011 3:14 am
เผยช่วงต้นหน้าร้อนโรคหัดออกผื่นระบาดพุ่ง เตือนระวังเด็กเล็กแ
เผยช่วงต้นหน้าร้อนโรคหัดออกผื่นระบาดพุ่ง เตือนระวังเด็กเล็กและผู้สูงอายุป่วยหนัก
เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า ช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคม จนถึงมีนาคม ของทุกปี จะช่วงเวลาเสี่ยงที่ โรคหัด หรือเรียกว่าไข้ออกผื่น มักเกิดการระบาดเพิ่มสูงมากขึ้น โรคนี้นับว่าเป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่ง ถ้าไม่มีภูมิต้านทานจะเป็นได้ทุกอายุ แต่พบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-6 ปี แต่มักไม?พบในเด็กเล็กกว่า 8 เดือนเพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันจากแม่ โรคนี้ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนทำให้ถึงเสียชีวิตได้ เมื่อ 8 ปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดทั่วโลกถึงประมาณ 454,000 ราย
โรคนี้เป็นโรคติดต่อเกิดจากเชื้อไวรัสเรียกว่ารูบีโอราไวรัส (rubeola virus) สามารถพบได้ในจมูกและลำคอของผู้?ป่วย ช่องทางติดต่อของโรคนี้ คือ ทางลมหายใจจากการไอ จาม รดกันโดยตรง หรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ปนเปื้อนเชื้อลอยอยู่ในอากาศเข้าไป หรือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อจะเป็นโรคนี้เกือบทุกรายเพราะเชื้อนี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก เชื้อเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดโรคได้ โรคหัดสามารถติดต่อกันได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนที่จะเริ่มมีผื่นขึ้น จนกระทั่งผื่นขึ้นไปได้ 4 วัน หลังจากนั้นไม่ใช่ระยะที่ติดต่อได้ง่ายอีกต่อไป ผู้ป่วยคนที่หนึ่งเป็นโรคหัด อีกประมาณ 8-12 วันก็จะพบผู้ป่วยที่ติดไวรัสหัดมาจากคนแรกอีก
อาการของโรคหัดจะคล้ายกับอาการของไข้หวัดธรรมดา คือ มีไข้ก่อนน้ำมูกไหล มักจะไอแห้งๆ ตลอดเวลา ไม?มีทางทราบเลยว่?าเด็กเป็นหัดแล้ว จนเมื่ออาการเพิ่มขึ้น มีไข้สูง ตาแดงแฉะ กลัวแสง เวลาโดนจะแสบระคายเคืองตา ไอและมีน้ำมูกมาก ปากและจมูกแดง เด็กอาจจะมีไข้สูงประมาณ 3 ? 4 วัน จึงเริ่มมีผื่นขึ้นคล้ายผื่นแพ้ยาลุกลามจากหลังหูไปยังหน้าบริเวณชิดขอบผม แล้วแผ่กระจายไปตามลำตัว แขน ขา ถ้าสังเกตจะพบก?อนวันที่เด็กจะมีผื่นออกตามลําตัวจะมีตุ่มเล็กๆ็ ในปากตรงกระพุ้งแก้มตรงฟันกรามบน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัดเท?านั้ัน ผื่นจะมีขนาดโตขึ้นและสีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสีแดงคล้ำ หรือน้ำตาลแดง ซึ่งคงอยู่นาน 5-6 วัน กว่าจะจางหายไปหมดจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ บางครั้งจะพบผิวหนังลอกเป็นขุย ผื่นหัดมักจะไม่ค่อยคันหรือคันไม่มาก
การระบาดของโรคนี้มีเป็นครั้งคราวในชนบท กลุ่มเสี่ยงโรคนี้เป็นเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กในวัยเรียน และพบบ่อยในเด็กที่ไม่ีได้ร?บวัคซีนป้องกันโรคหัด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ขาดสารอาหาร สภาพยากจน อยู่ในชุมชนแออัด มีภาวะทุพโภชนาการ หรือเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์? การป้องกันโรคนี้คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย วิธีที่ดีที่สุดคือให้วัคซีนป้องกันรวมโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม ที่เรียกว่าเอ็มเอ็มอาร์ ซึ่งเด็กทุกคนควรไปรับวัคซีนป้องกันโรคหัด คือฉืดวัคซีนในเด็กอายุ 9-12 เดือน และกระตุ้นเมื่อเริ่มชั้นประถม 1 หรืออายุ 6 ขวบ
เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวแนะนำว่า สิ่งที่สำคัญมากสำหรับเด็กที่เป็นโรคหัด คือ อาการแทรกซ้อนมากมายที่อาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้บ่อยเพราะไวรัสหัดทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้ป่วยต่ำลง จึงเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงตามมา เช่น ปอดบวม อจจาระร่วง วัณโรคกำเริบ สมองและหูชั้นกลางอักเสบ บางคนตับอักเสบ โดยเฉพาะผู้เสี่ยงสูงคือเด็กเล็กและผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนการดูแลรักษาโรคหัดควรไปตรวจรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อรักษาตามอาการ นอนพัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าไข้สูงมากให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับการเช็ดตัว
ข้อความหลัก " โรคหัดป้องกันได้ ให้ลูกหลานไปฉีดวัคซีน?
กรมควบคุมโรค ห่วงใย อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
ที่มา http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/255 ... asles.html
เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค เผยว่า ช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคม จนถึงมีนาคม ของทุกปี จะช่วงเวลาเสี่ยงที่ โรคหัด หรือเรียกว่าไข้ออกผื่น มักเกิดการระบาดเพิ่มสูงมากขึ้น โรคนี้นับว่าเป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่ง ถ้าไม่มีภูมิต้านทานจะเป็นได้ทุกอายุ แต่พบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-6 ปี แต่มักไม?พบในเด็กเล็กกว่า 8 เดือนเพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันจากแม่ โรคนี้ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนทำให้ถึงเสียชีวิตได้ เมื่อ 8 ปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดทั่วโลกถึงประมาณ 454,000 ราย
โรคนี้เป็นโรคติดต่อเกิดจากเชื้อไวรัสเรียกว่ารูบีโอราไวรัส (rubeola virus) สามารถพบได้ในจมูกและลำคอของผู้?ป่วย ช่องทางติดต่อของโรคนี้ คือ ทางลมหายใจจากการไอ จาม รดกันโดยตรง หรือหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยที่ปนเปื้อนเชื้อลอยอยู่ในอากาศเข้าไป หรือการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย ผู้ติดเชื้อจะเป็นโรคนี้เกือบทุกรายเพราะเชื้อนี้สามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก เชื้อเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดโรคได้ โรคหัดสามารถติดต่อกันได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนที่จะเริ่มมีผื่นขึ้น จนกระทั่งผื่นขึ้นไปได้ 4 วัน หลังจากนั้นไม่ใช่ระยะที่ติดต่อได้ง่ายอีกต่อไป ผู้ป่วยคนที่หนึ่งเป็นโรคหัด อีกประมาณ 8-12 วันก็จะพบผู้ป่วยที่ติดไวรัสหัดมาจากคนแรกอีก
อาการของโรคหัดจะคล้ายกับอาการของไข้หวัดธรรมดา คือ มีไข้ก่อนน้ำมูกไหล มักจะไอแห้งๆ ตลอดเวลา ไม?มีทางทราบเลยว่?าเด็กเป็นหัดแล้ว จนเมื่ออาการเพิ่มขึ้น มีไข้สูง ตาแดงแฉะ กลัวแสง เวลาโดนจะแสบระคายเคืองตา ไอและมีน้ำมูกมาก ปากและจมูกแดง เด็กอาจจะมีไข้สูงประมาณ 3 ? 4 วัน จึงเริ่มมีผื่นขึ้นคล้ายผื่นแพ้ยาลุกลามจากหลังหูไปยังหน้าบริเวณชิดขอบผม แล้วแผ่กระจายไปตามลำตัว แขน ขา ถ้าสังเกตจะพบก?อนวันที่เด็กจะมีผื่นออกตามลําตัวจะมีตุ่มเล็กๆ็ ในปากตรงกระพุ้งแก้มตรงฟันกรามบน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคหัดเท?านั้ัน ผื่นจะมีขนาดโตขึ้นและสีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสีแดงคล้ำ หรือน้ำตาลแดง ซึ่งคงอยู่นาน 5-6 วัน กว่าจะจางหายไปหมดจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ บางครั้งจะพบผิวหนังลอกเป็นขุย ผื่นหัดมักจะไม่ค่อยคันหรือคันไม่มาก
การระบาดของโรคนี้มีเป็นครั้งคราวในชนบท กลุ่มเสี่ยงโรคนี้เป็นเด็กก่อนวัยเรียนและเด็กในวัยเรียน และพบบ่อยในเด็กที่ไม่ีได้ร?บวัคซีนป้องกันโรคหัด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ขาดสารอาหาร สภาพยากจน อยู่ในชุมชนแออัด มีภาวะทุพโภชนาการ หรือเด็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์? การป้องกันโรคนี้คือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย วิธีที่ดีที่สุดคือให้วัคซีนป้องกันรวมโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม ที่เรียกว่าเอ็มเอ็มอาร์ ซึ่งเด็กทุกคนควรไปรับวัคซีนป้องกันโรคหัด คือฉืดวัคซีนในเด็กอายุ 9-12 เดือน และกระตุ้นเมื่อเริ่มชั้นประถม 1 หรืออายุ 6 ขวบ
เภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวแนะนำว่า สิ่งที่สำคัญมากสำหรับเด็กที่เป็นโรคหัด คือ อาการแทรกซ้อนมากมายที่อาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้บ่อยเพราะไวรัสหัดทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้ป่วยต่ำลง จึงเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงตามมา เช่น ปอดบวม อจจาระร่วง วัณโรคกำเริบ สมองและหูชั้นกลางอักเสบ บางคนตับอักเสบ โดยเฉพาะผู้เสี่ยงสูงคือเด็กเล็กและผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนการดูแลรักษาโรคหัดควรไปตรวจรักษาที่สถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อรักษาตามอาการ นอนพัก ดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าไข้สูงมากให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับการเช็ดตัว
ข้อความหลัก " โรคหัดป้องกันได้ ให้ลูกหลานไปฉีดวัคซีน?
กรมควบคุมโรค ห่วงใย อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
ที่มา http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/255 ... asles.html
เผยช่วงต้นหน้าร้อนโรคหัดออกผื่นระบาดพุ่ง เตือนระวังเด็กเล็กแ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- 5 เรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับการกินยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนู (21 views)
- โรคผิวหนังที่ต้องระวังในหน้าฝน น้ำท่วมขัง (74 views)
- ระวัง โรคตาแดง ภัยเงียบที่มากับน้ำท่วมขัง (83 views)
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ แนะใช้ศาสตร์แพทย์แผนจีน บำรุงหัวใจ เนื่องในวันหัวใจโลก (World Heart Day) (77 views)
- เรื่องต้องรู้ก่อนมา เลเซอร์ดวงตา รู้วิธีการเตรียมตัวก่อนมาเลเซอร์ตา (108 views)
- รู้จัก "เห็บ" 🕷️ พาหะโรคติดเชื้อไวรัส SFTS โรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ (98 views)
- วัณโรค และวัณโรคดื้อยา: รู้เร็ว รักษาได้ หยุดการแพร่เชื้อ เพื่อสุขภาพดีของทุกคน (123 views)
- เตือน “SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ รู้ทันก่อนรุนแรงถึงชีวิต ย้ำคนเลี้ยงสัตว์–ผู้สัมผัสเห็บอย่าชะล่าใจ (98 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot, Google Adsense [Bot] และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน
