แพทย์แนะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ควรเข้าถึงการรักษาเร็วที่สุด ภายใน 120 นาที ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
แพทย์แนะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ควรเข้าถึงการรักษาเร็วที่สุด ภายใน 120 นาที ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต
สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์แนะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ควรเข้าถึงการรักษาเร็วที่สุด ภายใน 120 นาที ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต
กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก สร้างความตระหนักรู้สุขภาพด้านโรคหัวใจและทรวงอก แนะให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการป้องกันโรค ลดปัจจัยเสี่ยง รู้เท่าทันอาการเตือน ชี้ควรเข้าถึงการรักษาเร็วที่สุด ภายใน 120 นาที ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นสถาบันในระดับตติยภูมิ มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือดของประเทศไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบันสถาบันโรคทรวงอกมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของโรคหัวใจหลอดเลือดและปอด ที่มีการนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามารักษาผู้ป่วยเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ เพื่อการรักษาที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ จนเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ฝึกอบรมของแพทย์ พยาบาลและสหวิชาชีพในระดับชาติและนานาชาติมาโดยตลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ “กระจายบริการทางการแพทย์ขั้นสูง สู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ” ที่เป็นนโยบายสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เนื่องด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตลำดับต้นๆของประเทศไทย โดยอาการของโรคนี้อาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เช่น เจ็บหน้าอก จุกแน่นกลางอกหรือลิ้นปี่ เจ็บร้าวหัวไหล่ด้านซ้าย หรือไปกราม ใจสั่น เหงื่อแตก เป็นลม หมดสติ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมีปัจจัยเสี่ยงจาก ระดับความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะอ้วนและน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเพื่อลดอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจและลดอัตราการเสียชีวิต หากพบว่ามีอาการเข้าได้กับโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิด ST elevation (STEMI) ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์อย่างเร็วที่สุด เพื่อเปิดหลอดเลือดหัวใจด้วยให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านทางสายสวน ภายในระยะเวลาที่เรียกว่านาทีทอง (Golden period) 120 นาทีหรือประมาณ 2 ชั่วโมงนับตั้งแต่เริ่มมีอาการช่วยลดอัตราการเสียชีวิต
นพ.เอนก กนกศิลป์ ผอ.สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูล THAI ACS REGISTRY ปี 2567 พบว่ามีผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (STEMI) 9,701 ราย มีอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลร้อยละ 9.07 อีกทั้งยังพบว่าผู้ป่วยมาโรงพยาบาลล่าช้าเกินกว่ากำหนด และเพื่อสร้างความเข้าใจ ตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของโรค สถาบันโรคทรวงอกจึงขอให้ประชาชนทุกกลุ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพหัวใจ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ สามารถดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้าง Health Literacy หรือความรอบรู้ด้านสุขภาพและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันโรคลดปัจจัยเสี่ยง รู้เท่าทันอาการเตือน และสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วทันเวลาเป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ดังนี้
1.บริโภคอาหารไขมันต่ำและอาหารที่มีกากใย
2.พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงความเครียด
3.ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
4.รักษาระดับความดันโลหิตให้เหมาะสมและลดการบริโภคเค็ม
5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
6.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
7.หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี 8.งดสูบบุหรี่
กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก สร้างความตระหนักรู้สุขภาพด้านโรคหัวใจและทรวงอก แนะให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการป้องกันโรค ลดปัจจัยเสี่ยง รู้เท่าทันอาการเตือน ชี้ควรเข้าถึงการรักษาเร็วที่สุด ภายใน 120 นาที ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นสถาบันในระดับตติยภูมิ มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคปอด โรคหัวใจและหลอดเลือดของประเทศไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบันสถาบันโรคทรวงอกมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของโรคหัวใจหลอดเลือดและปอด ที่มีการนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามารักษาผู้ป่วยเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ เพื่อการรักษาที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ จนเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ฝึกอบรมของแพทย์ พยาบาลและสหวิชาชีพในระดับชาติและนานาชาติมาโดยตลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ “กระจายบริการทางการแพทย์ขั้นสูง สู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ” ที่เป็นนโยบายสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เนื่องด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตลำดับต้นๆของประเทศไทย โดยอาการของโรคนี้อาจแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เช่น เจ็บหน้าอก จุกแน่นกลางอกหรือลิ้นปี่ เจ็บร้าวหัวไหล่ด้านซ้าย หรือไปกราม ใจสั่น เหงื่อแตก เป็นลม หมดสติ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม โดยการเสียชีวิตส่วนใหญ่มักมีปัจจัยเสี่ยงจาก ระดับความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะอ้วนและน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ อายุที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมลพิษ ฝุ่น PM 2.5 เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเพื่อลดอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจและลดอัตราการเสียชีวิต หากพบว่ามีอาการเข้าได้กับโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิด ST elevation (STEMI) ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์อย่างเร็วที่สุด เพื่อเปิดหลอดเลือดหัวใจด้วยให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านทางสายสวน ภายในระยะเวลาที่เรียกว่านาทีทอง (Golden period) 120 นาทีหรือประมาณ 2 ชั่วโมงนับตั้งแต่เริ่มมีอาการช่วยลดอัตราการเสียชีวิต
นพ.เอนก กนกศิลป์ ผอ.สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูล THAI ACS REGISTRY ปี 2567 พบว่ามีผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (STEMI) 9,701 ราย มีอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลร้อยละ 9.07 อีกทั้งยังพบว่าผู้ป่วยมาโรงพยาบาลล่าช้าเกินกว่ากำหนด และเพื่อสร้างความเข้าใจ ตระหนักรู้ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของโรค สถาบันโรคทรวงอกจึงขอให้ประชาชนทุกกลุ่มตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพหัวใจ เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ สามารถดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้าง Health Literacy หรือความรอบรู้ด้านสุขภาพและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการป้องกันโรคลดปัจจัยเสี่ยง รู้เท่าทันอาการเตือน และสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วทันเวลาเป็นพื้นฐานของการดูแลสุขภาพในระยะยาวอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ดังนี้
1.บริโภคอาหารไขมันต่ำและอาหารที่มีกากใย
2.พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงความเครียด
3.ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
4.รักษาระดับความดันโลหิตให้เหมาะสมและลดการบริโภคเค็ม
5.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
6.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
7.หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี 8.งดสูบบุหรี่
แพทย์แนะผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ควรเข้าถึงการรักษาเร็วที่สุด ภายใน 120 นาที ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต
อัพเดตข้อมูลข่าสารสุขภาพ สาธารณสุข SukapabDee Update Healthy News Thailand
อัพเดตข้อมูลข่าสารสุขภาพ สาธารณสุข SukapabDee Update Healthy News Thailand
- อย. ออกประกาศให้ “เกลือผสมไนไทรต์” เติมสีชมพู และแสดงคำเตือน ช่วยแยกจากเกลือทั่วไป ลดความเสี่ยงหยิบใช้ผิด (5 views)
- สบส. ยกระดับ ศสมช. สู่ศูนย์ปฏิบัติการ NCDs ประจำหมู่บ้าน ลดแออัดโรงพยาบาล เพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพใกล้บ้าน (7 views)
- กระทรวงสาธารณสุขจัดกิจกรรมวันบริจาคอวัยวะโลก ภายใต้แนวคิด “The Ultimate Gift of Life : ส่งต่อของขวัญแห่งชีวิต” (22 views)
- กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู “ขมิ้นชัน” โมเดลสมุนไพรครบวงจร มุ่งสู่ยาทดแทนยาแผนปัจจุบันปูทางอุตสาหกรรมสุขภาพระดับโลก (10 views)
- เปิดสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชา ยกระดับการกำกับดูแล คุ้มครองสังคม มุ่งใช้เพื่อการแพทย์และสุขภาพ (8 views)
- กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนรับมือโรคระบบทางเดินหายใจช่วงฤดูฝน แนะป้องกันตนเอง ลดเสี่ยงเจ็บป่วย (11 views)
- กรมควบคุมโรคเผยผลตรวจยืนยันพยาธิใบไม้ตับ พบผลยืนยันติดพยาธิใบไม้ตับ 4 ราย ย้ำผลคัดกรองต้องตรวจยืนยันก่อนวินิจฉัย (9 views)
- อย. กำชับผู้ประกอบการใช้วัตถุเจือปนอาหารที่มีไนไตรท์ให้ถูกต้อง ตรวจเข้มสถานที่ผลิตอาหารกลุ่มเสี่ยง (10 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
