แนะ 5 วิธีปกป้องบุตรหลานจากพิษสารตะกั่ว ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวช
-
- pr_dpc9 ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 06 ก.ย. 2011 3:14 am
แนะ 5 วิธีปกป้องบุตรหลานจากพิษสารตะกั่ว ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวช
แนะ 5 วิธีปกป้องบุตรหลานจากพิษสารตะกั่ว ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวชีวิตประจำวัน
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากความเสี่ยงของเด็กในพื้นที่บริเวณแนวชายแดนมีอาจมีสารตะกั่วในเลือดสูงนั้น ประชาชนทั่วไปควรมีความรู้เกี่ยวกับสารตัวนี้ สารตะกั่วเป็นโลหะหนัก มีคุณสมบัติที่อ่อนตัวสามารถดัดเป็นรูปร่างต่างๆได้ทำให้ถูกนำไปใช้ได้หลายอย่าง เช่น เป็นส่วนประกอบบางส่วนในภาชนะประกอบอาหาร แบตเตอร์รี่ หมึก สี ตัวเชื่อม ท่อน้ำ
สารนี้สามารถอยู่ในอากาศ น้ำ ดิน จากสิ่งแวดล้อมสีทาอาคารที่มีสารตะกั่วผสมอยู่ อาคารเก่ามักจะมีสะเก็ดสีหลุดออกมา เด็กอาจนำมือหรือของที่ปนสีเข้าร่างกายทางปากได้ นอกจากนั้นผู้ที่ทำอาชีพสัมผัสกับสารตะกั่ว เช่น ช่างสี ช่างถลุงแร่ ช่างเครื่องยนต์ ช่างเชื่อม กรรมกรก่อสร้างท่อ สะพาน ก็จะมีฝุ่นผงตะกั่วเกาะติดกับเสื้อผ้าที่ทำงาน พิษจากสารตะกั่วจะพบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม มักจะเกิดในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 6 ปี โดยมากมักเกิดในเด็กที่พ่อแม่มีฐานะยากจน โดยได้รับสารนี้จากเศษสีที่หล่น หรือจากอากาศ น้ำ หรืออาหาร ผู้ปกครองควรจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสารตะกั่ว เพื่อป้องกันบุตรหลานมิให้รับสารนี้จากสิ่งแวดล้อม
สารตะกั่วสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธีทั้งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ร่างกายผู้ใหญ่จะสามารถดูดซึมสารตะกั่วจากทางเดินอาหารได้ประมาณร้อยละ 11 แต่สำหรับเด็กจะดูดซึมได้มากกว่าคือประมาณร้อยละ 30-75 เมื่อสารตะกั่วเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของเด็กจะดูดซึมได้ดี เด็กที่ขาดสารอาหาร ขาดธาตุเหล็ก ขาดธาตุแคลเซียม หรือรับประทานอาหารมันๆ จะเพิ่มการดูดซึมของสารตะกั่ว ส่วนในทางเดินหายใจนั้นร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ประมาณร้อยละ 50 ทางผิวหนังจะดูดซึมสารนี้ได้น้อย
อาการของสารตะกั่วเป็นพิษ คือ จะมีผลเสียต่อสมองและการติดต่อของเซลล์ประสาท โดยสารตะกั่วในเลือดเพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร จะทำให้ระดับไอคิวลดลง 1-3 จุด ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเป็นโรคโลหิตจาง มีผลต่อการทำงานของไต ในหญิงตั้งครรภ์หากมีสารตะกั่วเป็นปริมาณมากอาจจะทำให้เกิดการแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด เด็กที่เกิดมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ การทำงานของสมองจะพัฒนาช้า ปัญญาอ่อน ชัก
ดร.นายแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าวแนะนำต่อว่า วิธีการป้องกันสารตะกั่วสำหรับประชาชน คือ
1) ควรหมั่นทำความสะอาดบ้าน เพราะฝุ่นในบ้านอาจจะมีสารตะกั่วผสมอยู่และเด็กอาจจะกลืนโดยการดูดนิ้ว เลียของเล่นหรือรับประทานอาหารโดยที่ไม่ล้างมือ หรือสูดเอาสารตะกั่วเข้าไป
2) หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารตะกั่วจากสีมีสารตะกั่วผสม สะเก็ดสีตามผาผนัง ขอบหน้าต่าง และบริเวณที่มีการเสียดสี เช่น หน้าต่าง ประตู ฯลฯ หากเด็กรับประทานสะเก็ดสีเข้าไปจะเกิดอันตรายต่อเด็กได้
3) อย่านำสารตะกั่วเข้าบ้าน สำหรับผู้ที่ทำงานก่อสร้าง การรื้อทำลาย ทาสี แบตเตอร์รี่ ร้านซ่อมเครื่องยนต์ เพราะอาจจะนำฝุ่นตะกั่วเข้าบ้านและอยู่ในสิ่งแวดล้อมอีกนาน ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนกลับบ้าน
4) ทำน้ำดื่มให้ปราศจากสารตะกั่ว จากอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน การต้มน้ำไม่ทำให้สารตะกั่วลดลง
5) อย่าปรุงหรือเก็บอาหารในภาชนะไม่ได้มาตรฐานที่มีสารตะกั่วผสม หรือไม่ใช้ถุงบรรจุอาหารที่มีสี
หากประชาชนหรือบุตรหลานมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง อาการทางประสาท ได้แก่ ความคิดสับสน การทำงานของร่างกายไม่ประสานกัน ชัก หมดสติ ในรายที่เป็นเรื้อรังพบว่ามีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองด้วย ให้รีบไปปรึกษาและทำการตรวจรักษาสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด
ข้อความหลัก " สารตะกั่วมีพิษต่อสมองและตับ ต้องปรับเปลี่ยนภาชนะให้มีคุณภาพ?
กรมควบคุมโรค ห่วงใย อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
ที่มา http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/255 ... _Lead.html
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 พิษณุโลก กรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากความเสี่ยงของเด็กในพื้นที่บริเวณแนวชายแดนมีอาจมีสารตะกั่วในเลือดสูงนั้น ประชาชนทั่วไปควรมีความรู้เกี่ยวกับสารตัวนี้ สารตะกั่วเป็นโลหะหนัก มีคุณสมบัติที่อ่อนตัวสามารถดัดเป็นรูปร่างต่างๆได้ทำให้ถูกนำไปใช้ได้หลายอย่าง เช่น เป็นส่วนประกอบบางส่วนในภาชนะประกอบอาหาร แบตเตอร์รี่ หมึก สี ตัวเชื่อม ท่อน้ำ
สารนี้สามารถอยู่ในอากาศ น้ำ ดิน จากสิ่งแวดล้อมสีทาอาคารที่มีสารตะกั่วผสมอยู่ อาคารเก่ามักจะมีสะเก็ดสีหลุดออกมา เด็กอาจนำมือหรือของที่ปนสีเข้าร่างกายทางปากได้ นอกจากนั้นผู้ที่ทำอาชีพสัมผัสกับสารตะกั่ว เช่น ช่างสี ช่างถลุงแร่ ช่างเครื่องยนต์ ช่างเชื่อม กรรมกรก่อสร้างท่อ สะพาน ก็จะมีฝุ่นผงตะกั่วเกาะติดกับเสื้อผ้าที่ทำงาน พิษจากสารตะกั่วจะพบได้บ่อยที่สุดในบรรดาโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม มักจะเกิดในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 6 ปี โดยมากมักเกิดในเด็กที่พ่อแม่มีฐานะยากจน โดยได้รับสารนี้จากเศษสีที่หล่น หรือจากอากาศ น้ำ หรืออาหาร ผู้ปกครองควรจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสารตะกั่ว เพื่อป้องกันบุตรหลานมิให้รับสารนี้จากสิ่งแวดล้อม
สารตะกั่วสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธีทั้งทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ ร่างกายผู้ใหญ่จะสามารถดูดซึมสารตะกั่วจากทางเดินอาหารได้ประมาณร้อยละ 11 แต่สำหรับเด็กจะดูดซึมได้มากกว่าคือประมาณร้อยละ 30-75 เมื่อสารตะกั่วเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของเด็กจะดูดซึมได้ดี เด็กที่ขาดสารอาหาร ขาดธาตุเหล็ก ขาดธาตุแคลเซียม หรือรับประทานอาหารมันๆ จะเพิ่มการดูดซึมของสารตะกั่ว ส่วนในทางเดินหายใจนั้นร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ประมาณร้อยละ 50 ทางผิวหนังจะดูดซึมสารนี้ได้น้อย
อาการของสารตะกั่วเป็นพิษ คือ จะมีผลเสียต่อสมองและการติดต่อของเซลล์ประสาท โดยสารตะกั่วในเลือดเพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร จะทำให้ระดับไอคิวลดลง 1-3 จุด ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเป็นโรคโลหิตจาง มีผลต่อการทำงานของไต ในหญิงตั้งครรภ์หากมีสารตะกั่วเป็นปริมาณมากอาจจะทำให้เกิดการแท้งบุตร การคลอดก่อนกำหนด เด็กที่เกิดมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ การทำงานของสมองจะพัฒนาช้า ปัญญาอ่อน ชัก
ดร.นายแพทย์ศักดิ์ชัย กล่าวแนะนำต่อว่า วิธีการป้องกันสารตะกั่วสำหรับประชาชน คือ
1) ควรหมั่นทำความสะอาดบ้าน เพราะฝุ่นในบ้านอาจจะมีสารตะกั่วผสมอยู่และเด็กอาจจะกลืนโดยการดูดนิ้ว เลียของเล่นหรือรับประทานอาหารโดยที่ไม่ล้างมือ หรือสูดเอาสารตะกั่วเข้าไป
2) หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารตะกั่วจากสีมีสารตะกั่วผสม สะเก็ดสีตามผาผนัง ขอบหน้าต่าง และบริเวณที่มีการเสียดสี เช่น หน้าต่าง ประตู ฯลฯ หากเด็กรับประทานสะเก็ดสีเข้าไปจะเกิดอันตรายต่อเด็กได้
3) อย่านำสารตะกั่วเข้าบ้าน สำหรับผู้ที่ทำงานก่อสร้าง การรื้อทำลาย ทาสี แบตเตอร์รี่ ร้านซ่อมเครื่องยนต์ เพราะอาจจะนำฝุ่นตะกั่วเข้าบ้านและอยู่ในสิ่งแวดล้อมอีกนาน ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนกลับบ้าน
4) ทำน้ำดื่มให้ปราศจากสารตะกั่ว จากอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน การต้มน้ำไม่ทำให้สารตะกั่วลดลง
5) อย่าปรุงหรือเก็บอาหารในภาชนะไม่ได้มาตรฐานที่มีสารตะกั่วผสม หรือไม่ใช้ถุงบรรจุอาหารที่มีสี
หากประชาชนหรือบุตรหลานมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง อาการทางประสาท ได้แก่ ความคิดสับสน การทำงานของร่างกายไม่ประสานกัน ชัก หมดสติ ในรายที่เป็นเรื้อรังพบว่ามีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองด้วย ให้รีบไปปรึกษาและทำการตรวจรักษาสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด
ข้อความหลัก " สารตะกั่วมีพิษต่อสมองและตับ ต้องปรับเปลี่ยนภาชนะให้มีคุณภาพ?
กรมควบคุมโรค ห่วงใย อยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี
ที่มา http://dpc9.ddc.moph.go.th/crd/news/255 ... _Lead.html
แนะ 5 วิธีปกป้องบุตรหลานจากพิษสารตะกั่ว ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวช
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- อย. รับรอง 7 แพลตฟอร์มแรก Telepharmacy เพิ่มการเข้าถึงเภสัชกรอย่างปลอดภัย (17 views)
- สบยช. จัดกิจกรรมเชิงรุกรับ “วันต่อต้านยาเสพติดโลก 2569” มุ่งสร้างเกราะป้องกันเด็กและเยาวชน (9 views)
- ภัยเงียบในซองเล็ก “นิโคตินถุง” เสี่ยงได้รับพิษนิโคตินเฉียบพลัน เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (61 views)
- เตือนผู้สูงอายุใส่ใจสุขภาพช่องปาก แนะตรวจรอยโรคเป็นประจำ พร้อมเผยแนวทางดูแลฟันเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (15 views)
- จักษุแพทย์แนะ ก่อน - หลังผ่าตัดต้อกระจก ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร (8 views)
- Spondylolisthesis คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการรักษา (36 views)
- Longevity คืออะไร? รู้จักเคล็ดลับอายุยืน สุขภาพดี คนยุคใหม่ต้องรู้ (46 views)
- คอเลสเตอรอลสูงต้องรู้! 15 อาหารลดไขมันในเส้นเลือด ที่แนะนำ (15 views)
