เตือนประชาชนจะเข้าถ้ำหรือโพรงต้นไม้ที่มีค้างคาวต้องสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันการป่วยจากเชื้อรา (ฮีสโตพลาสโมสิส)
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
เตือนประชาชนจะเข้าถ้ำหรือโพรงต้นไม้ที่มีค้างคาวต้องสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันการป่วยจากเชื้อรา (ฮีสโตพลาสโมสิส)
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนจะเข้าถ้ำ หรือโพรงต้นไม้ที่ มีค้างคาวต้องสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันการป่วยจากเชื้อรา (ฮีสโตพลาสโมสิส)
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนจะเข้าถ้ำหรือโพรงต้นไม้ ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าปอดทำให้เกิดโรค "โรคฮีสโตพลาสโมสิส" หลังจากมีรายงานข่าวคณะเดินทางศึกษาธรรมชาติ เดินเข้าไปในโพรงต้นไม้ใหญ่ในป่า เพิ่อชมค้างคาวในเวลาเพียง 2.15 นาที และหลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ 7 ใน 10 คน มีอาการไอ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เอกซเรย์ปอดพบมีจุดขนาดแตกต่างกันกระจายทั่วปอด
6 ตุลาคม 2565-นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รักษาราชการอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคฮีสโตพลาสโมสิส สามารถพบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยพบรายงานประปราย โรคนี้เกิดจากเชื้อราฮีสโตพลาสมา แคปซูลลาตุม (Histoplasma capsulatum) ซึ่งมีอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ในดินอยู่แล้ว แต่ปริมาณเชื้อจะมีมากในมูลของค้างคาว เมื่อคนเข้าไปในช่วงกลางวัน ค้างคาวกำลังนอนพัก การส่งเสียงดัง ทำให้ค้างคาวตกใจ ส่งเสียงร้อง เครียด ถ่ายมูล ฉี่ ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในมูลฟุ้งกระจายในโพรงต้นไม้ คนจะติดโรคโดยการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าไป ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 3-17 วัน แสดงอาการได้หลายรูปแบบ อาจพบอาการปอดอักเสบ มีไข้ ไอ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำหนักลด ในรายที่อาการรุนแรง อาจมีอาการไอเป็นเลือด เอกซเรย์จะเห็นมีฝ้าที่ปอด แต่คนส่วนใหญ่ที่รับเชื้อมักไม่แสดงอาการป่วยเนื่องจากภูมิคุ้มกันสามารถต่อสู้กับเชื้อได้ ในคนที่ภูมิคุ้มกันปกติหรือรับเชื้อเข้าไปในปริมาณเล็กน้อยสามารถหายเองได้ใน 1 เดือน
?โดยทั่วไปเชื้อนี้เป็นเชื้อฉวยโอกาสทำให้เกิดอาการในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นประจำ แต่ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีอาการรุนแรง เช่น ติดเชื้อที่ปอดเรื้อรัง และเชื้ออาจแพร่กระจายไปยังระบบประสาทส่วนกลางก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาท และเสียชีวิตได้ โรคนี้รักษาได้โดยใช้ยาฆ่าเชื้อราร่วมกับการรักษาตามอาการ ซึ่งอาจต้องรับประทานยานาน 3 เดือน ถึง 1 ปีขึ้นกับอาการ ตำแหน่ง และความรุนแรงของโรค การติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนเป็นไปได้ยาก? นพ.ธเรศ กล่าว
ปัจจุบันไม่มีวัคซีนหรือตัวยาที่จะป้องกันโรคนี้โดยตรง วิธีป้องกันตนเองที่มีประสิทธิภาพ คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการเข้าถ้ำที่มีค้างคาว ในสิ่งแวดล้อมที่อับชื้นมีมูลนกหรือมูลสัตว์ โพรงต้นไม้ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หากจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่เหล่านี้ ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย หลังจากนั้นต้องล้างมือให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้า และหากมีอาการป่วยภายหลังไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์พาหะ หรือการทำความสะอาดเล้า/กรง/คอกสัตว์ รวมถึงการพรวนดิน และจัดเก็บบ้านเก่า ให้รีบไปพบแพทย์ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

6 ตุลาคม 2565-นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รักษาราชการอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคฮีสโตพลาสโมสิส สามารถพบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยพบรายงานประปราย โรคนี้เกิดจากเชื้อราฮีสโตพลาสมา แคปซูลลาตุม (Histoplasma capsulatum) ซึ่งมีอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ในดินอยู่แล้ว แต่ปริมาณเชื้อจะมีมากในมูลของค้างคาว เมื่อคนเข้าไปในช่วงกลางวัน ค้างคาวกำลังนอนพัก การส่งเสียงดัง ทำให้ค้างคาวตกใจ ส่งเสียงร้อง เครียด ถ่ายมูล ฉี่ ทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในมูลฟุ้งกระจายในโพรงต้นไม้ คนจะติดโรคโดยการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าไป ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 3-17 วัน แสดงอาการได้หลายรูปแบบ อาจพบอาการปอดอักเสบ มีไข้ ไอ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำหนักลด ในรายที่อาการรุนแรง อาจมีอาการไอเป็นเลือด เอกซเรย์จะเห็นมีฝ้าที่ปอด แต่คนส่วนใหญ่ที่รับเชื้อมักไม่แสดงอาการป่วยเนื่องจากภูมิคุ้มกันสามารถต่อสู้กับเชื้อได้ ในคนที่ภูมิคุ้มกันปกติหรือรับเชื้อเข้าไปในปริมาณเล็กน้อยสามารถหายเองได้ใน 1 เดือน
?โดยทั่วไปเชื้อนี้เป็นเชื้อฉวยโอกาสทำให้เกิดอาการในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นประจำ แต่ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีอาการรุนแรง เช่น ติดเชื้อที่ปอดเรื้อรัง และเชื้ออาจแพร่กระจายไปยังระบบประสาทส่วนกลางก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาท และเสียชีวิตได้ โรคนี้รักษาได้โดยใช้ยาฆ่าเชื้อราร่วมกับการรักษาตามอาการ ซึ่งอาจต้องรับประทานยานาน 3 เดือน ถึง 1 ปีขึ้นกับอาการ ตำแหน่ง และความรุนแรงของโรค การติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนเป็นไปได้ยาก? นพ.ธเรศ กล่าว
ปัจจุบันไม่มีวัคซีนหรือตัวยาที่จะป้องกันโรคนี้โดยตรง วิธีป้องกันตนเองที่มีประสิทธิภาพ คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการเข้าถ้ำที่มีค้างคาว ในสิ่งแวดล้อมที่อับชื้นมีมูลนกหรือมูลสัตว์ โพรงต้นไม้ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หากจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในสถานที่เหล่านี้ ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย หลังจากนั้นต้องล้างมือให้สะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้า และหากมีอาการป่วยภายหลังไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์พาหะ หรือการทำความสะอาดเล้า/กรง/คอกสัตว์ รวมถึงการพรวนดิน และจัดเก็บบ้านเก่า ให้รีบไปพบแพทย์ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
เตือนประชาชนจะเข้าถ้ำหรือโพรงต้นไม้ที่มีค้างคาวต้องสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันการป่วยจากเชื้อรา (ฮีสโตพลาสโมสิส)
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- อย. รับรอง 7 แพลตฟอร์มแรก Telepharmacy เพิ่มการเข้าถึงเภสัชกรอย่างปลอดภัย (18 views)
- สบยช. จัดกิจกรรมเชิงรุกรับ “วันต่อต้านยาเสพติดโลก 2569” มุ่งสร้างเกราะป้องกันเด็กและเยาวชน (10 views)
- ภัยเงียบในซองเล็ก “นิโคตินถุง” เสี่ยงได้รับพิษนิโคตินเฉียบพลัน เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (62 views)
- เตือนผู้สูงอายุใส่ใจสุขภาพช่องปาก แนะตรวจรอยโรคเป็นประจำ พร้อมเผยแนวทางดูแลฟันเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (15 views)
- จักษุแพทย์แนะ ก่อน - หลังผ่าตัดต้อกระจก ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร (9 views)
- Spondylolisthesis คืออะไร? สาเหตุ อาการ และการรักษา (36 views)
- Longevity คืออะไร? รู้จักเคล็ดลับอายุยืน สุขภาพดี คนยุคใหม่ต้องรู้ (46 views)
- คอเลสเตอรอลสูงต้องรู้! 15 อาหารลดไขมันในเส้นเลือด ที่แนะนำ (15 views)
