เตือนประชาชนช่วงตรุษจีนจุดธูปสูดดมควันสะสมนานๆ เสี่ยงได้รับ 3 สารก่อมะเร็ง
- Press ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 17 เม.ย. 2012 4:56 pm
เตือนประชาชนช่วงตรุษจีนจุดธูปสูดดมควันสะสมนานๆ เสี่ยงได้รับ 3 สารก่อมะเร็ง
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนช่วงตรุษจีนจุดธูปสูดดมควันสะสมนานๆ เสี่ยงได้รับ 3 สารก่อมะเร็ง ในกลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเสี่ยงสูงสุด
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนในช่วงตรุษจีนที่มีการจุดธูปและสูดดมควันสะสมนานๆ เสี่ยงได้รับ 3 สารก่อมะเร็ง คือ สารเบนโซเอไพรีน สารเบนซีน และสารบิวทาไดอีน แนะนำให้จุดธูปในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวจะมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ให้เลี่ยงการสัมผัสหรือสูดดมควันธูป
10 ก.พ. 58 นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันตรุษจีนปีนี้ ตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสำคัญของชาวจีนและคนไทยเชื้อสายจีน ที่สำคัญในเทศกาลนี้ประชาชนส่วนใหญ่ก็มักจะมีการจุดธูปจำนวนมากในพิธีไหว้เจ้าบรรพบุรุษ และผลจากการจุดธูปก็จะเกิดควันธูปปริมาณมากตามมาเช่นกัน โดยการจุดธูปจำนวนมากๆ แต่ละครั้ง ธูปจะเกิดการเผาไหม้ของขี้เลื่อย กาว และน้ำหอมในธูป สารต่างๆ หลายตัวจะถูกปล่อยออกมาคล้ายกับที่พบในควันบุหรี่ และควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด ซึ่งมีสารก่อมะเร็งที่สำคัญ 3 ชนิดในควันธูป ได้แก่ 1.สารเบนโซเอไพรีน (มีศักยภาพก่อมะเร็งสูงที่สุด) มีความสัมพันธ์กับมะเร็งปอด ผิวหนัง และกระเพาะปัสสาวะ 2.สารเบนซีน มีสัมพันธ์กับมะเร็งเม็ดเลือดขาว และ 3.สารบิวทาไดอีน มีความสัมพันธ์กับมะเร็งระบบเลือด
นอกจากนี้ ยังพบว่าสารเบนโซเอไพรีนในสถานที่ที่มีการจุดธูปต่อเนื่องสูงกว่าที่ไม่จุดธูปถึง 63 เท่า ส่วนคนทำงานในวัดมีสารก่อมะเร็งอยู่ในเลือดและปัสสาวะสูงกว่าคนไม่ได้ทำงานในวัดถึง 4 เท่า แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานชี้ชัดว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเนื่องจากควันธูป เพียงแต่พบหลักฐานว่าควันธูปมีสารชักนำให้เกิดมะเร็ง ซึ่งจากสถิติการรักษาหญิงไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด พบว่ากว่าร้อยละ 50 ไม่สูบบุหรี่หรือไม่อยู่ใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่ ไม่มีการได้รับสารก่อมะเร็งจากการทำงาน แพทย์คาดว่าน่าจะมีสาเหตุก่อมะเร็งอื่นๆที่ไม่ใช่บุหรี่ และควันธูปอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ระยะเวลาที่จะส่งผลให้เป็นมะเร็งนั้นต้องสะสมเป็น 10 ปีเช่นเดียวกับการสูบบุหรี่
สารมลพิษในควันธูปยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ เช่น ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล ระคายเคืองจมูก จาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบาก และยังทำให้ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ง่วงนอน และหมดสติได้หากสูดดมระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได่แก่ ในกลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมปอด ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือสูดดมควันธูป หากไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากป้องกันโรคปิดปากและจมูก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่มีการจุดธูป และทำความสะอาดบ้าน เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้
?สำหรับการป้องกันอันตรายจากควันธูป มีข้อแนะนำ ดังนี้ 1.การจุดธูปในบ้าน สถานที่ทำงาน หรือศาสนสถาน ควรหลีกเลี่ยงการจุดธูปในบริเวณอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตู หน้าต่าง โดยเฉพาะกระถางธูปควรตั้งไว้นอกศาลาโบสถ์ หรือศาลเจ้า ซึ่งมีอากาศถ่ายเทสะดวกกว่า 2.ควรใช้ธูปสั้น เพื่อลดระยะเวลาและปริมาณของควันธูปให้น้อยลง 3.เมื่อเสร็จพิธีสักการะ ควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น และ 4.สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในศาสนสถาน ซึ่งต้องสูดดมควันและจับต้องธูปเกือบตลอดเวลางาน ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมควันธูปเป็นระยะเวลายาวนานและต่อเนื่อง หรือใช้หน้ากากป้องกันโรคปิดปากและจมูก ใช้ถุงมือในการจับธูป และหลังจากจับควรล้างมือ ล้างหน้า ล้างตา ให้บ่อยขึ้น และควรไปตรวจสุขภาพร่างกายประจำปีอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422? นายแพทย์โสภณ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว: กรมควบคุมโรค
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนในช่วงตรุษจีนที่มีการจุดธูปและสูดดมควันสะสมนานๆ เสี่ยงได้รับ 3 สารก่อมะเร็ง คือ สารเบนโซเอไพรีน สารเบนซีน และสารบิวทาไดอีน แนะนำให้จุดธูปในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวจะมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ให้เลี่ยงการสัมผัสหรือสูดดมควันธูป
10 ก.พ. 58 นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันตรุษจีนปีนี้ ตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสำคัญของชาวจีนและคนไทยเชื้อสายจีน ที่สำคัญในเทศกาลนี้ประชาชนส่วนใหญ่ก็มักจะมีการจุดธูปจำนวนมากในพิธีไหว้เจ้าบรรพบุรุษ และผลจากการจุดธูปก็จะเกิดควันธูปปริมาณมากตามมาเช่นกัน โดยการจุดธูปจำนวนมากๆ แต่ละครั้ง ธูปจะเกิดการเผาไหม้ของขี้เลื่อย กาว และน้ำหอมในธูป สารต่างๆ หลายตัวจะถูกปล่อยออกมาคล้ายกับที่พบในควันบุหรี่ และควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด ซึ่งมีสารก่อมะเร็งที่สำคัญ 3 ชนิดในควันธูป ได้แก่ 1.สารเบนโซเอไพรีน (มีศักยภาพก่อมะเร็งสูงที่สุด) มีความสัมพันธ์กับมะเร็งปอด ผิวหนัง และกระเพาะปัสสาวะ 2.สารเบนซีน มีสัมพันธ์กับมะเร็งเม็ดเลือดขาว และ 3.สารบิวทาไดอีน มีความสัมพันธ์กับมะเร็งระบบเลือด
นอกจากนี้ ยังพบว่าสารเบนโซเอไพรีนในสถานที่ที่มีการจุดธูปต่อเนื่องสูงกว่าที่ไม่จุดธูปถึง 63 เท่า ส่วนคนทำงานในวัดมีสารก่อมะเร็งอยู่ในเลือดและปัสสาวะสูงกว่าคนไม่ได้ทำงานในวัดถึง 4 เท่า แต่ก็ยังไม่พบหลักฐานชี้ชัดว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเนื่องจากควันธูป เพียงแต่พบหลักฐานว่าควันธูปมีสารชักนำให้เกิดมะเร็ง ซึ่งจากสถิติการรักษาหญิงไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งปอด พบว่ากว่าร้อยละ 50 ไม่สูบบุหรี่หรือไม่อยู่ใกล้ชิดผู้สูบบุหรี่ ไม่มีการได้รับสารก่อมะเร็งจากการทำงาน แพทย์คาดว่าน่าจะมีสาเหตุก่อมะเร็งอื่นๆที่ไม่ใช่บุหรี่ และควันธูปอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ระยะเวลาที่จะส่งผลให้เป็นมะเร็งนั้นต้องสะสมเป็น 10 ปีเช่นเดียวกับการสูบบุหรี่
สารมลพิษในควันธูปยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ เช่น ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล ระคายเคืองจมูก จาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบาก และยังทำให้ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ง่วงนอน และหมดสติได้หากสูดดมระยะเวลายาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได่แก่ ในกลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมปอด ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือสูดดมควันธูป หากไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากป้องกันโรคปิดปากและจมูก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่มีการจุดธูป และทำความสะอาดบ้าน เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้
?สำหรับการป้องกันอันตรายจากควันธูป มีข้อแนะนำ ดังนี้ 1.การจุดธูปในบ้าน สถานที่ทำงาน หรือศาสนสถาน ควรหลีกเลี่ยงการจุดธูปในบริเวณอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตู หน้าต่าง โดยเฉพาะกระถางธูปควรตั้งไว้นอกศาลาโบสถ์ หรือศาลเจ้า ซึ่งมีอากาศถ่ายเทสะดวกกว่า 2.ควรใช้ธูปสั้น เพื่อลดระยะเวลาและปริมาณของควันธูปให้น้อยลง 3.เมื่อเสร็จพิธีสักการะ ควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น และ 4.สำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในศาสนสถาน ซึ่งต้องสูดดมควันและจับต้องธูปเกือบตลอดเวลางาน ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมควันธูปเป็นระยะเวลายาวนานและต่อเนื่อง หรือใช้หน้ากากป้องกันโรคปิดปากและจมูก ใช้ถุงมือในการจับธูป และหลังจากจับควรล้างมือ ล้างหน้า ล้างตา ให้บ่อยขึ้น และควรไปตรวจสุขภาพร่างกายประจำปีอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422? นายแพทย์โสภณ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว: กรมควบคุมโรค
เตือนประชาชนช่วงตรุษจีนจุดธูปสูดดมควันสะสมนานๆ เสี่ยงได้รับ 3 สารก่อมะเร็ง
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- โปรแกรมตรวจสุขภาพรามา พาราไดซ์ พาร์ค เช็กราคา แพ็กเกจ (126 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวนรู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง เรียนรู้สัญญาณเตือน การรักษา และการฟื้นฟูอย่างถูกวิธี (133 views)
- Johnson Health Tech ตอกย้ำผู้นำฟิตเนสระดับโลก รับเทรนด์ Personal Fitness ปี 2027 (142 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมจัดงาน "RESET Forum" เปิดพื้นที่เรื่อง "ฮอร์โมน" ชวนผู้หญิงเข้าใจร่างกาย (160 views)
- โค้งสุดท้าย! เช็กสิทธิ์ส่วนลดค่าส่ง 9 บาทบน J&T App ก่อนหมดโปรเดือนกันยายน (202 views)
- กรมการแพทย์เตือน 8 โรคและอันตรายที่มากับน้ำท่วม แนะประชาชนป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงเจ็บป่วย (206 views)
- J&T Express App โฉมใหม่ ใช้งานง่ายแค่ไหน? พาส่องฟังก์ชันที่ช่วยให้การส่งพัสดุสะดวกขึ้น (181 views)
- Don’t Miss Out! Get THB 9 Off Shipping on the J&T App Before the September Promotion Ends (174 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน
