สถานการณ์ไข้เลือดออกปี 2555 ระบาดป่วย 1.7 หมื่นตายแล้ว 18 ราย
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
สถานการณ์ไข้เลือดออกปี 2555 ระบาดป่วย 1.7 หมื่นตายแล้ว 18 ราย
นพ.วิชัย สติมัย ผอ.สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สถานการณ์ไข้เลือดออก ในปี 2555 พบว่า อัตราป่วยสะสมล่าสุดเดือน มิ.ย.มีจำนวน 17,086 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 18 ราย ถือว่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนเดียวกันในปีก่อน โดยการระบาดในปีนี้ยังพบว่า อัตราการติดเชื้อในผู้ใหญ่อายุ 15 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มมากขึ้นแม้ยังไม่มากกว่าผู้ป่วยเด็ก แต่ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะการวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกในผู้ใหญ่มักมองข้ามโรคไข้เลือดออกไป ทำให้การรักษาล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น เมื่อประกอบกับในปีนี้อัตราการระบาดของเชื้อไวรัสเด็งกี่ชนิดที่ 3 มีจำนวนมากขึ้น ทำให้อาจเกิดอาการรุนแรงและเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้
ไข้เลือดออก หรือ ไวรัสเด็งกี่ จะมีด้วยกัน 4 ชนิด โดยแต่ละปีชนิดของเชื้อไวรัสที่พบจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะการควบคุมการระบาด โดยได้มีการพยากรณ์โรค ว่า ไวรัสชนิด 3 มีแนวโน้มพบมากในปีนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากติดเชื้อเป็นครั้งแรก จะมีอาการรุนแรงมาก ต่างจากไวรัสชนิดที่ 1 ที่เมื่อติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการไม่หนัก แต่เมื่อติดเชื้อครั้งที่ 2 ถึงจะมีอาการรุนแรงมาก ซึ่งกรมควบคุมโรคร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จัดทำคู่มือแนวทางการวินิจฉัยโรคให้แก่สถานพยาบาลแล้ว อย่างไรก็ตาม วิธีสังเกตอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออก หลักๆ คือ มีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อย ที่สำคัญคือไม่มีน้ำมูก โดย 2-3 วัน จะเริ่มมีอาการดีขึ้น หรือแย่ลง ระหว่างนี้อาจจะมีเลือดออกบริเวณใต้ผิวหนัง หรือปวดที่บริเวณใต้ชายโครงขวา หากอ่อนเพลียควรทานผลไม้ หรือน้ำเกลือแร่ หมั่นเช็ดตัวเพื่อลดไข้ และที่สำคัญห้ามรับประทานยาแอสไพริน
ไข้เลือดออก หรือ ไวรัสเด็งกี่ จะมีด้วยกัน 4 ชนิด โดยแต่ละปีชนิดของเชื้อไวรัสที่พบจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะการควบคุมการระบาด โดยได้มีการพยากรณ์โรค ว่า ไวรัสชนิด 3 มีแนวโน้มพบมากในปีนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากติดเชื้อเป็นครั้งแรก จะมีอาการรุนแรงมาก ต่างจากไวรัสชนิดที่ 1 ที่เมื่อติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการไม่หนัก แต่เมื่อติดเชื้อครั้งที่ 2 ถึงจะมีอาการรุนแรงมาก ซึ่งกรมควบคุมโรคร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จัดทำคู่มือแนวทางการวินิจฉัยโรคให้แก่สถานพยาบาลแล้ว อย่างไรก็ตาม วิธีสังเกตอาการของผู้ป่วยไข้เลือดออก หลักๆ คือ มีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อย ที่สำคัญคือไม่มีน้ำมูก โดย 2-3 วัน จะเริ่มมีอาการดีขึ้น หรือแย่ลง ระหว่างนี้อาจจะมีเลือดออกบริเวณใต้ผิวหนัง หรือปวดที่บริเวณใต้ชายโครงขวา หากอ่อนเพลียควรทานผลไม้ หรือน้ำเกลือแร่ หมั่นเช็ดตัวเพื่อลดไข้ และที่สำคัญห้ามรับประทานยาแอสไพริน
สถานการณ์ไข้เลือดออกปี 2555 ระบาดป่วย 1.7 หมื่นตายแล้ว 18 ราย
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- รู้ทัน ป้องกัน "โรคหัวใจและหลอดเลือด" อาการเตือนและปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (3 views)
- เปิดรายชื่อ Premium Clinic ด้านทันตกรรม เพิ่มทางเลือกประชาชน เข้าถึงบริการทันตกรรมเฉพาะทางคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม (2 views)
- เปิด “คลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ครบวงจร” One Stop Service เพิ่มทางเลือกดูแลสุขภาพก่อนป่วย ด้วยราคาประชาชนเข้าถึงได้ (1 views)
- กินยา 1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี cc - 1 ช้อนชา เท่ากับกี่ ml - 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ กี่ ml กี่ cc หรือ กี่ช้อนชา กี่กรัม (651,174 views)
- ขยายการให้ "วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่" ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง (31 views)
- โรคติดต่อนำโดยแมลงที่พบในประเทศไทย รู้ทัน ป้องกันได้ (8 views)
- เตือนภัยน้ำท่วมอุทกภัย รู้ทัน เตรียมพร้อม ลดการสูญเสีย (9 views)
- "ไม่สูบบุหรี่" ก็เป็นมะเร็งปอดได้ แพทย์เตือนพบผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่วัย 35 ปีเพิ่มขึ้น (15 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot, Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
