Skip ไปที่เนื้อหา

จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ "ฟังให้มากกว่าสอน" สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา


  • pr400 ออฟไลน์
  • โพสต์: 0
  • ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 02 ม.ค. 2024 4:09 pm

จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ "ฟังให้มากกว่าสอน" สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา

 โพสต์ pr400    0

โลกเปลี่ยนเร็ว...อย่าให้ "ความคาดหวัง" ทำให้ลูกห่างจากเรา
จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ "ฟังให้มากกว่าสอน" สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา
จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ ฟังให้มากกว่าสอน สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา — pr400
ในวันที่เด็กและวัยรุ่นเติบโตท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม ทั้งการแข่งขัน แรงกดดันจากโรงเรียน ความคาดหวังของครอบครัว และโลกออนไลน์ที่ไม่เคยปิดหน้าจอ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า "เราจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ" แต่คือ "เรากำลังเลี้ยงลูกให้มีความสุขในแบบของเขา หรือกำลังพยายามสร้างลูกให้เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น" เพราะบางครั้งความรักและความหวังดี เมื่อมาพร้อมความคาดหวังและการควบคุม อาจกลายเป็นแรงกดดันที่สร้างระยะห่างในครอบครัวโดยที่พ่อแม่ไม่ทันรู้ตัว

โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องของร่างกาย แต่รวมถึงการสร้างสมดุลกายและใจ ไปจนถึงสุขภาวะของครอบครัว ซึ่งสะท้อนผ่านกิจกรรม Doctor Talk สื่อสารแนวคิด "Wellness for Life: ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ" นำความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาพูดคุยผ่านเรื่องใกล้ตัว เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนในครอบครัว และนำไปปรับใช้กับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันได้จริง

ภายในงาน Mindful Fest ซึ่งจัดโดย มูลนิธิไทยคม ณ The Present Haus ราชวิถี 24 โรงพยาบาลพระรามเก้าได้ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านสุขภาพใจผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนักศิลปะบำบัดและนักจิตบำบัด จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และจิตแพทย์ โดยหยิบยกประเด็นใกล้ตัว ตั้งแต่การดูแลใจของตนเอง การรับมือกับความเหนื่อยล้าและความเครียด ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว เพื่อให้การดูแลสุขภาพใจเป็นเรื่องที่เข้าใจและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ "พักกายแล้ว ใจได้พักหรือยัง" โดย คุณวรัญญา ถวัลย์กิจดำรงค์ ผู้ชำนาญการ นักศิลปะบำบัด Registered Canadian Art Therapist และนักจิตบำบัด EMDR, Satir โรงพยาบาลพระรามเก้า และ "เหนื่อยนัก...ต้องพักฮีลใจ" โดย พญ.ปรานี ปวีณชนา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า
ATT4432 0 resize 0e6e510ae1f9043bd
หนึ่งในเวทีสำคัญคือ "Healthy & Happy Family in the AI Era – สร้างครอบครัวสุขภาพดีและมีความสุขในโลกที่เปลี่ยนเร็ว" โดย นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับ พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ชวนพ่อแม่กลับมาทบทวนความคาดหวัง เปิดพื้นที่รับฟัง และสร้างบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพื่อสร้างครอบครัวให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปด้วยกันในโลกยุค AI

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายองค์ประกอบ ทั้งพื้นอารมณ์และตัวตนของเด็ก รูปแบบการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมในโรงเรียน กลุ่มเพื่อน และโซเชียลมีเดีย ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ และการมองคุณค่าของตัวเอง

เด็กยุคนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เฉพาะในบ้านหรือโรงเรียน แต่มีอีกโลกหนึ่งอยู่ในโทรศัพท์ โลกออนไลน์ ทำให้เขาเข้าถึงทั้งข้อมูล การเปรียบเทียบ และแรงกดดันได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันเด็กแต่ละคนก็มี พื้นอารมณ์ ความถนัด และความสามารถไม่เหมือนกัน สิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องระวังคือการใช้มาตรฐานเดียวไปวัดเด็กทุกคน เพราะเมื่อสิ่งที่ครอบครัวหรือสังคมคาดหวังสวนทางกับตัวตนที่แท้จริงของเด็ก ความเครียด ก็เกิดขึ้นได้
ATT4477 0 resize 0bda9b90cc3fc9967
พญ.วิมลรัตน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่พ่อแม่ควรสังเกตคือ "ความเปลี่ยนแปลงที่ผิดไปจากเดิม" ทั้งด้านพฤติกรรม อารมณ์ และร่างกาย เช่น เก็บตัว พูดน้อยลง หงุดหงิดหรือก้าวร้าวมากขึ้น ดูเศร้าหมอง อารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หรือไม่อยากไปโรงเรียน เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังเผชิญกับความเครียด ความกลัว หรือปัญหาบางอย่างที่ยังไม่สามารถพูดออกมาได้

"ก่อนจะถามว่า 'ทำไมลูกถึงเปลี่ยนไป' ลองเปลี่ยนเป็น 'ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับลูกหรือเปล่า' อย่าเพิ่งตัดสินว่าเด็กดื้อ ไม่รับผิดชอบ หรือมีปัญหา ก่อนที่เราจะรู้ว่าเขากำลังเผชิญกับอะไร"

สำหรับโลกดิจิทัล การดูแลลูกไม่ควรหยุดอยู่เพียงการกำหนดเวลาใช้โทรศัพท์หรือคอยตรวจสอบว่าเด็กดูอะไร แต่พ่อแม่ควรมี ทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) เพื่อเข้าใจโลกที่ลูกใช้ชีวิต รู้เท่าทันสิ่งที่อาจส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ และสามารถพูดคุยกับลูกได้โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นพื้นฐาน

ท่ามกลางโลกยุค AI ที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีทำงาน และวิธีใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวไม่ใช่การพยายามวิ่งให้ทันทุกความเปลี่ยนแปลง แต่คือ การรักษาความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกัน เพราะท้ายที่สุด ความสำเร็จของการเลี้ยงลูกอาจไม่ได้วัดเพียงว่าเขาไปได้ไกลแค่ไหน แต่อยู่ที่ไม่ว่าวันหนึ่งเขาจะสำเร็จ ผิดหวัง หรือพลาดพลั้ง เขายังรู้ว่า "บ้าน" คือพื้นที่ที่กลับมาได้เสมอ
ATT4421 0 resize 0607c7b1759028e6d
ด้าน นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ และจิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โจทย์สำคัญของการเป็นพ่อแม่คือการแยกให้ออกระหว่าง "ความรัก" "ความหวังดี" และ "ความคาดหวัง" เพราะความตั้งใจอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี หากมาพร้อมความกลัวว่าลูกจะผิดพลาดหรือล้มเหลว อาจทำให้ความหวังดีกลายเป็นการกำหนดชีวิตลูกโดยไม่รู้ตัว

พ่อแม่ทุกคนรักลูกและอยากให้ลูกไปได้ไกล แต่เด็กก็เป็นคนอีกคนหนึ่ง เขาอาจไม่ได้ชอบสิ่งที่เราชอบ ไม่ได้ถนัดสิ่งที่เราถนัด และไม่จำเป็นต้องเดินในเส้นทางเดียวกับเรา การยอมรับความแตกต่างไม่ได้หมายถึงการตามใจ แต่คือการมีขอบเขตในเรื่องที่จำเป็น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ลูกได้คิด ตัดสินใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และค้นพบตัวเอง สิ่งสำคัญไม่แพ้ผลการเรียนหรือความสำเร็จคือ "ความไว้วางใจ" ในครอบครัว เพราะหากทุกครั้งที่ลูกเล่าปัญหาแล้วถูกตำหนิ สอบสวน หรือรีบสั่งสอน เด็กอาจค่อย ๆ เรียนรู้ว่าการเงียบปลอดภัยกว่าการพูด

หัวใจของการสร้าง "พื้นที่ปลอดภัยทางใจ" (Safe Zone) จึงไม่ใช่การตามใจลูกทุกเรื่อง แต่คือการทำให้เด็กรู้ว่า "ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้ความรักหายไป" โดยมีหลักสำคัญคือ "ฟังให้จบ ก่อนสอน" เพราะในวันที่ลูกเปิดใจ สิ่งที่เขาต้องการอาจไม่ใช่คำตอบหรือคำแนะนำทันที แต่อาจเป็นเพียงคนที่พร้อมรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน

"พ่อแม่มักถามว่า 'ทำไมลูกไม่คุยกับเรา' แต่บางครั้งอาจต้องย้อนกลับมาถามว่า 'ตอนที่ลูกคุย เราฟังเขาอย่างไร' พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ลูกได้ทุกเรื่อง แต่ควรเป็นคนที่เขามั่นใจว่า ต่อให้วันนี้ผิดหวัง ล้มเหลว หรือทำผิด เขายังกลับมาหาเราได้"
. . resize 06d995815af54e272
นพ.วิทยา กล่าวปิดท้ายว่า อีกจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่ตัวพ่อแม่ ทั้งการรู้เท่าทันอารมณ์ ความเครียด ความเหนื่อยล้า และความคาดหวังของตัวเอง เพราะเมื่อผู้ใหญ่แบกรับภาระมากเกินไป ความสามารถในการอดทนและทำความเข้าใจลูกย่อมลดลง การสร้างครอบครัวที่มีความสุขจึงอาจไม่ใช่การพยายาม "เพิ่ม" ทุกอย่างให้ลูก แต่อาจเป็นการ "ลด" การเปรียบเทียบ การแข่งขันที่ไม่จำเป็น และมาตรฐานความสำเร็จที่ไม่เหมาะกับเด็กทุกคน เพื่อให้ทั้งพ่อแม่และลูกมีพื้นที่เติบโตในแบบของตัวเอง

โลกภายนอกอาจมีคนมากพอแล้วที่บอกลูกว่าเขาต้องเก่งกว่านี้ ต้องดีกว่านี้ หรือต้องพยายามมากกว่านี้ บ้านจึงไม่ควรเป็นอีกพื้นที่ที่เขาต้องพิสูจน์ว่าตัวเองดีพอ หน้าที่ของพ่อแม่อาจไม่ใช่การทำให้ลูกไม่เคยล้ม แต่คือทำให้เขารู้ว่า ถ้าวันหนึ่งล้มลง เขายังมีคนพร้อมฟังโดยไม่ซ้ำเติม และมีความรักที่ไม่ได้ลดลงเพียงเพราะวันนี้เขาไม่เป็นอย่างที่เราหวัง

"คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า วันนี้ลูกเรียนเป็นอย่างไร แต่คือ ถ้าวันหนึ่งเขามีปัญหาหนักที่สุดในชีวิต เขายังกล้าเดินกลับมาหาเราหรือเปล่า ถ้าเรื่องที่เจ็บที่สุด กลัวที่สุด หรือผิดพลาดที่สุด กลายเป็นเรื่องที่ลูกไม่กล้าพูดกับพ่อแม่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเราต้องกลับมาดูความสัมพันธ์ในบ้าน"

สำหรับผู้ที่ต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพใจ สามารถทำนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต (Mind Center) หรือที่ LINE: @praram9hospital หรือ โทร.1270

 จิตแพทย์ชวนพ่อแม่ "ฟังให้มากกว่าสอน" สร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ลูกกล้ากลับมาหา
 Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม

เครื่องกดนับแยกชนิดเม็ดเลือดขาว Genius Count DiffCount

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Apple [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน