
นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผอ.รพ.ราชวิถี กล่าวต่อว่า การวินิจฉัย เมื่อผู้ป่วยมีอาการน่าสงสัย เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ คอแข็ง มีประวัติสัมผัส หรือบริโภคเนื้อหมูแบบสุก ๆ ดิบ ๆ มาก่อนในช่วง ไม่เกิน 14 วัน ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพาะเชื้อจากเลือด และน้ำเยื่อหุ้มไขสันหลัง เพื่อหาเชื้อ Streptococcus Suis โดยกลุ่มเสี่ยงที่หากสัมผัสเชื้อแล้วจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้มาก ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง กลุ่มบุคคลที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำจากสาเหตุต่าง ๆ
ผศ.(พิเศษ) นพ.พจน์ อินทลาภาพร หัวหน้างานโรคติดเชื้อ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาการในเบื้องต้นจะให้ยาปฎิชีวนะชนิดฉีดเพื่อครอบคลุมเชื้อที่สงสัย และให้การรักษาต่อมาด้วยยาปฎิชีวนะที่มีฤทธิ์เฉพาะ เมื่อทราบผลการเพาะเชื้อ การดูแลภาวะแทรกซ้อน เช่น กรณีสูญเสียการได้ยิน อาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยฟัง หรือการฝังประสาทหูเทียม การปรึกษาศัลยแพทย์ระบบประสาทสมองในกรณีมีภาวะสมองบวมหรือฝีในสมอง เป็นต้น ส่วนการรักษาตามอาการ คือการดูแลลดอาการปวด ลดอาการไข้ ลดอาการเวียนศีรษะ ด้วยวิธีการทางยาและการรักษาประคับประคอง ขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โรคไข้หูดับจัดเป็นโรคติดเชื้อที่สามารถป้องกัน ได้โดยดูแลจัดการร่างกายตนเองให้แข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงจากการสัมผัสหรือบริโภคเนื้อหมูที่ไม่ได้รับการปรุงสุก หากเลี่ยงการสัมผัสเนื้อหมู หรือส่วนประกอบของเนื้อหมูไม่ได้ก็ควรมีการป้องกันเบื้องต้น เช่น สวมถุงมือ ใส่รองเท้าบูท และล้างมือทำความสะอาดบริเวณจุดสัมผัสที่มีความเสี่ยง เป็นต้น
