
กรมการแพทย์ โดยสถาบันทันตกรรม สุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพโดยรวม เนื่องจากส่งผลต่อการเคี้ยวอาหาร การกลืน การพูด และคุณภาพชีวิต เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุมักประสบปัญหาช่องปาก เช่น ฟันผุ โรคเหงือก ฟันสึก การสูญเสียฟัน ฟันปลอมที่ไม่พอดี รวมถึงภาวะปากแห้ง ซึ่งพบได้บ่อยจากการเสื่อมของต่อมน้ำลาย โรคประจำตัว หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด ภาวะปากแห้งทำให้ความสามารถในการป้องกันฟันผุลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องปาก แผลในช่องปาก และการรับประทานอาหารลำบาก
นพ.ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สุขภาพช่องปากมีความสำคัญต่อกลุ่มผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวัยที่ร่างกายมีการเสื่อมถอยและมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายด้าน หากสุขภาพช่องปากไม่ดี อาจส่งผลกระทบทั้งทางร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างชัดเจน ในด้านสุขภาพร่างกาย ผู้สูงอายุ มักประสบปัญหาฟันผุ สูญเสียฟัน เหงือกอักเสบ หรือโรคปริทันต์ ซึ่งทำให้การเคี้ยวอาหารไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รับประทานอาหารได้น้อยหรือเลือกทานเฉพาะอาหารอ่อน ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน เกิดภาวะขาดสารอาหาร น้ำหนักลด และกล้ามเนื้ออ่อนแรง นอกจากนี้ เชื้อแบคทีเรียจากการอักเสบในช่องปากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคปอดอักเสบจากการสำลัก ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ในด้านจิตใจและสังคม ปัญหาช่องปาก เช่น บริเวณที่สูญเสียฟัน กลิ่นปาก หรือการใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี อาจทำให้ผู้สูงอายุขาดความมั่นใจ ไม่กล้าพูดคุยหรือเข้าสังคม นำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยว ซึมเศร้า และคุณภาพชีวิตลดลง อีกทั้งอาการปวดฟันหรือการติดเชื้อในช่องปากยังอาจรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน
ทพญ. ดร.สุมนา โพธิ์ศรีทอง ผอ.สถาบันทันตกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงฟันผุสูง โดยเฉพาะบริเวณคอฟันและรากฟัน ควรใช้ฟลูออไรด์เสริมภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์ เช่น ยาสีฟันที่มีความเข้มข้นของฟลูออไรด์สูง การทาฟลูออไรด์วานิช หรือน้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ชนิดไม่มีแอลกอฮอล์ โดยหลังใช้งานควรหลีกเลี่ยงการบ้วนน้ำตามทันทีและงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การบริหารกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก ลิ้น และการนวดกระตุ้นต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มและหน้าหู วันละ 1–2 ครั้ง จะช่วยลดภาวะปากแห้งและช่วยให้การเคี้ยวการกลืนดีขึ้น อีกประเด็นที่สำคัญคือการเฝ้าระวัง “มะเร็งช่องปาก” ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดีจนเกิดการระคายเคืองเรื้อรัง ผู้สูงอายุและผู้ดูแลควรหมั่นสังเกตความผิดปกติ หากพบแผลในช่องปากที่ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ มีรอยขาว รอยแดง หรือมีก้อนเนื้อที่มีลักษณะผิดปกติ ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองและวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน
