ผลการศึกษาใหม่ที่การประชุมอีเอดีวีเผย มะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามีผู้เสียชีวิตมากกว่ามะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา
- ILoveHealth ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 06 มี.ค. 2012 1:02 pm
ผลการศึกษาใหม่ที่การประชุมอีเอดีวีเผย มะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามีผู้เสียชีวิตมากกว่ามะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา
ผลการศึกษาใหม่ที่เปิดเผยภายในงานประชุมอีเอดีวี (EADV Congress) ประจำปี 2566 พบว่า โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมา (NMSC) ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่าโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ซึ่งเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดที่รุนแรงกว่า
นักวิจัยยังเชื่อว่าโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามีการรายงานน้อยเกินที่ควรเป็น และผลกระทบที่แท้จริงของโรคมะเร็งนี้อาจสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้
ศาสตราจารย์ เธียร์รี ปาสเซอรง (Thierry Passeron) ผู้นำการศึกษาดังกล่าว อธิบายว่า "แม้โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา แต่ความชุกของโรคนั้นสูงกว่ามาก โดยในปี 2563 นั้น โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาคิดเป็น 78% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังทั้งหมด ก่อให้เกิดการเสียชีวิตมากกว่า 63,700 ราย ในทางกลับกัน โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาก่อให้เกิดการเสียชีวิตประมาณ 57,000 รายในปีเดียวกัน จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาที่สูงกว่ามากจึงนำไปสู่ผลกระทบโดยรวมที่สูงกว่า"
ศาสตราจารย์ปาสเซอรง กล่าวเสริมว่า "แม้ตัวเลขเหล่านี้จะน่ากังวลมากพอ ๆ กัน แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจต่ำกว่าความเป็นจริง โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามักไม่ได้รับการรายงานอย่างถูกต้องในทะเบียนโรคมะเร็ง จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงได้"
นักวิจัยยังได้ระบุกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่า ซึ่งรวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ที่เป็นโรคผิวหนังแห้งไวต่อแสงมากผิดปกติ (xeroderma pigmentosum)
การศึกษาดังกล่าวใช้ข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลก โดยพบว่าประชากรที่เป็นชาวผิวขาวและผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และอิตาลี มีโอกาสป่วยเป็นโรคมะเร็งผิวหนังค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม แม้ในหลาย ๆ ประเทศที่ประชากรมีสีผิวเข้มกว่า ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งผิวหนัง
ในปี 2563 มีรายงานผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาเกือบ 1.2 ล้านรายทั่วโลก เทียบกับจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ที่ 324,635 ราย โดยโรคมะเร็งผิวหนังส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคมะเร็งชนิดเมลาโนมา ซึ่งหมายถึงกลุ่มของโรคมะเร็งที่ค่อย ๆ พัฒนาในผิวหนังชั้นบน ซึ่งโรคมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อยนั้น ได้แก่ โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ (basal cell carcinoma) และโรคมะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ (squamous cell carcinoma)
ศาสตราจารย์ปาสเซอรง กล่าวว่า "เราต้องกระจายข้อมูลออกไปว่า ไม่เพียงแค่โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาเท่านั้นที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาอันตรายถึงชีวิตด้วย สิ่งที่สำคัญที่ต้องแจ้งคือประชาชนที่มีผิวสีเข้มก็ตกอยู่ในความเสี่ยงและจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน ดังนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งผิวหนังทุกชนิด"
"เราจำเป็นต้องดำเนินการมากกว่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะยับยั้งการลุกลามของโรคนี้ได้ตั้งแต่แรกเริ่มที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยชีวิตผู้คน"
นักวิจัยยังเชื่อว่าโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามีการรายงานน้อยเกินที่ควรเป็น และผลกระทบที่แท้จริงของโรคมะเร็งนี้อาจสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้
ศาสตราจารย์ เธียร์รี ปาสเซอรง (Thierry Passeron) ผู้นำการศึกษาดังกล่าว อธิบายว่า "แม้โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา แต่ความชุกของโรคนั้นสูงกว่ามาก โดยในปี 2563 นั้น โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาคิดเป็น 78% ของผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังทั้งหมด ก่อให้เกิดการเสียชีวิตมากกว่า 63,700 ราย ในทางกลับกัน โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาก่อให้เกิดการเสียชีวิตประมาณ 57,000 รายในปีเดียวกัน จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาที่สูงกว่ามากจึงนำไปสู่ผลกระทบโดยรวมที่สูงกว่า"
ศาสตราจารย์ปาสเซอรง กล่าวเสริมว่า "แม้ตัวเลขเหล่านี้จะน่ากังวลมากพอ ๆ กัน แต่ตัวเลขเหล่านี้อาจต่ำกว่าความเป็นจริง โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามักไม่ได้รับการรายงานอย่างถูกต้องในทะเบียนโรคมะเร็ง จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงได้"
นักวิจัยยังได้ระบุกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่า ซึ่งรวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ที่เป็นโรคผิวหนังแห้งไวต่อแสงมากผิดปกติ (xeroderma pigmentosum)
การศึกษาดังกล่าวใช้ข้อมูลจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งขององค์การอนามัยโลก โดยพบว่าประชากรที่เป็นชาวผิวขาวและผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และอิตาลี มีโอกาสป่วยเป็นโรคมะเร็งผิวหนังค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม แม้ในหลาย ๆ ประเทศที่ประชากรมีสีผิวเข้มกว่า ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งผิวหนัง
ในปี 2563 มีรายงานผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาเกือบ 1.2 ล้านรายทั่วโลก เทียบกับจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา ที่ 324,635 ราย โดยโรคมะเร็งผิวหนังส่วนใหญ่ไม่ใช่โรคมะเร็งชนิดเมลาโนมา ซึ่งหมายถึงกลุ่มของโรคมะเร็งที่ค่อย ๆ พัฒนาในผิวหนังชั้นบน ซึ่งโรคมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อยนั้น ได้แก่ โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ (basal cell carcinoma) และโรคมะเร็งผิวหนังชนิดสเควมัสเซลล์ (squamous cell carcinoma)
ศาสตราจารย์ปาสเซอรง กล่าวว่า "เราต้องกระจายข้อมูลออกไปว่า ไม่เพียงแค่โรคมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาเท่านั้นที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่โรคมะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมาอันตรายถึงชีวิตด้วย สิ่งที่สำคัญที่ต้องแจ้งคือประชาชนที่มีผิวสีเข้มก็ตกอยู่ในความเสี่ยงและจะเสียชีวิตจากโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน ดังนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งผิวหนังทุกชนิด"
"เราจำเป็นต้องดำเนินการมากกว่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะยับยั้งการลุกลามของโรคนี้ได้ตั้งแต่แรกเริ่มที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยชีวิตผู้คน"
ผลการศึกษาใหม่ที่การประชุมอีเอดีวีเผย มะเร็งผิวหนังชนิดไม่ใช่เมลาโนมามีผู้เสียชีวิตมากกว่ามะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมจัดงาน "RESET Forum" เปิดพื้นที่เรื่อง "ฮอร์โมน" ชวนผู้หญิงเข้าใจร่างกาย (11 views)
- โค้งสุดท้าย! เช็กสิทธิ์ส่วนลดค่าส่ง 9 บาทบน J&T App ก่อนหมดโปรเดือนกันยายน (63 views)
- กรมการแพทย์เตือน 8 โรคและอันตรายที่มากับน้ำท่วม แนะประชาชนป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงเจ็บป่วย (57 views)
- J&T Express App โฉมใหม่ ใช้งานง่ายแค่ไหน? พาส่องฟังก์ชันที่ช่วยให้การส่งพัสดุสะดวกขึ้น (72 views)
- Don’t Miss Out! Get THB 9 Off Shipping on the J&T App Before the September Promotion Ends (83 views)
- NIDA Environment Poll 2026 สะท้อนคนไทยห่วงอนาคตสิ่งแวดล้อม 65.6% มองอีก 10 ปีแย่ลง แม้ 88.2% เริ่มลงมือปรับพฤติกรรมแล้ว (103 views)
- J&T Express App โฉมใหม่ ใช้งานง่ายแค่ไหน? พาส่องฟังก์ชันที่ช่วยให้การส่งพัสดุสะดวกขึ้น (105 views)
- สยามไดกิ้นเซลส์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผนึกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Net Zero Campus (83 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot, Google Adsense [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน
