?หยุดบังคับตรวจเอชไอวี หยุดใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงานหยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ?
- สุขภาพดีดอทคอม ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 29 พ.ย. 2020 8:54 pm
?หยุดบังคับตรวจเอชไอวี หยุดใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงานหยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ?
กรมควบคุมโรค ร่วมกับภาคีเครือข่าย ชูประเด็น ?หยุดบังคับตรวจเอชไอวี หยุดใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงานหยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ? เนื่องในวันยุติการเลือกปฏิบัติสากล
1 มีนาคม 2566- ณ โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพมหานคร นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นประธาน การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายยุติการตีตราและเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวี/เอดส์ เนื่องในวันยุติการเลือกปฏิบัติสากล พร้อมด้วยว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ พรหมดำ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม โดยภายในงานเน้นประเด็น ?หยุดบังคับตรวจเอชไอวี หยุดใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงาน หยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ? สอดคล้องกับแนวคิด ?Save lives : Decriminalise? ช่วยชีวิตและยุติปัญหาเอดส์: ยุติการเลือกปฏิบัติ
นพ.ธเรศ กล่าวว่า ประเทศไทยแสดงเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ ภายในปี 2573 ซึ่งมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ปีละไม่เกิน 1,000 ราย ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีปีละไม่เกิน 4,000 ราย ลดการรังเกียจและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะให้เหลือไม่เกิน ร้อยละ 10 แม้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาเอดส์ และประสบความสำเร็จทั้งการป้องกัน ลดการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากเอชไอวี แต่หนึ่งในความท้าทายของการดำเนินงานในปัจจุบัน คือ การลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีและเพศภาวะที่ยังมีอยู่ในสังคม นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เข้าไม่ถึงการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี หรือเมื่อตรวจพบเชื้อแล้วไม่กล้าเข้าสู่กระบวนการรักษา เพราะกลัวคนจะรู้ หากสามารถยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติในเรื่องเอชไอวีและเพศภาวะ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และเคารพในสิทธิมนุษยชน จะนำไปสู่การยุติปัญหาเอดส์ของประเทศได้
ประเทศไทยได้ร่วมดำเนินการตามแนวคิด ?สานพลังยุติการเลือกปฏิบัติ? และร่วมกันสร้างสังคมที่ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ โดยหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวีและเพศสภาพทุกรูปแบบ พ.ศ. 2565-2569 ด้วยการสานพลังจากการมีส่วนร่วมของ 6 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคส่วนชุมชน ภาคส่วนการทำงาน ภาคส่วนด้านการดูแลสุขภาพ ภาคส่วนการศึกษา ภาคส่วนยุติธรรมและกฎหมาย และภาคส่วนการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินและเพื่อมนุษยธรรม รวมถึงส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศภาวะ มีการขับเคลื่อนมาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเรื่องการตีตราและการเลือกปฏิบัติในทุกระดับ อีกทั้งผลักดันให้มีพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในสังคม เพราะการลดการตีตราและเลือกปฏิบัตินี้จะช่วยนำผู้ติดเชื้อเอชไอวี เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ และเกิดการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐาน จะทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ สามารถประกอบอาชีพ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ และนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค มีทิศทางการดำเนินงานสำคัญเพื่อสนับสนุนการ ?หยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ? โดยได้มีมาตรการ ดังนี้
1) สร้างความเข้าใจเรื่องการตีตรา เพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติในทุกระดับ โดยในส่วนของสถานบริการสุขภาพต้องเอื้อต่อการมารับบริการ รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ตีตราตนเอง ซึ่งได้จัดทำหลักสูตรการอบรมให้กับผู้ให้บริการในสถานบริการสุขภาพ ร่วมกับการบูรณาการประเด็นลดการตีตราและเลือกปฏิบัติเข้ากับการพัฒนาคุณภาพบริการ รวมทั้งมีโปรแกรมลดการตีตราตนเองในสถานบริการสุขภาพ ซึ่งมีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมดำเนินงาน จำนวน 179 แห่ง และวางแผนขยายภายในปี 2569 ให้ได้ร้อยละ 80 ของสถานบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร
2) พัฒนาระบบข้อมูลและกลไกการรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองการละเมิดสิทธิด้านเอดส์ (Crisis Response System: CRS) เพื่อให้เกิดระบบการจัดการปัญหา การถูกละเมิดสิทธิด้านเอดส์ และการให้ความช่วยเหลือ ที่สะดวก เข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือได้จริง โดยสามารถร้องเรียนได้ที่ ?ปกป้อง? ค้นหาใน Google แล้วพิมพ์ว่า ?สวัสดีปกป้อง? ซึ่งเป็นระบบรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองการละเมิดสิทธิด้านเอดส์ เพศภาวะ และความเป็นกลุ่มประชากรเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ โดยปัจจุบันได้มีการขยายการดำเนินงานระบบรับเรื่องร้องเรียน (CRS) และกลไกการคุ้มครองสิทธิระดับพื้นที่ จำนวน 37 จังหวัด และวางแผนขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุม 50 จังหวัดภายในปี 2569
และ 3) จัดบริการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเอง ในกลุ่มประชากรทั่วไปที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและกลุ่มประชากรหลัก ซึ่งเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ประชาชนทราบสถานะการติดเชื้อเอชไอวีโดยเร็ว เพื่อเข้าสู่ระบบการป้องกัน และการรักษาด้วยยาต้านไวรัส รวมถึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมให้เอชไอวีเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะนำไปสู่การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในสังคม โดยผลักดันให้การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพในปีนี้ รวมทั้ง พัฒนาระบบบริการให้คำปรึกษาเพื่อรองรับการตรวจหาการติดเชื้อด้วยตนเอง
นอกจากนี้ภายในงานได้จัดเวทีเสวนา ?เสียงนี้ มีความหมาย? โดยผู้แทนจากภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมกันสะท้อนถึงสถานการณ์การตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี/เอดส์ ในสถานประกอบการ ตลอดจนผลกระทบจากการเข้าไม่ถึงการมีงานทำ อันเนื่องมาจากเงื่อนไขด้านเอชไอวี นำไปสู่การหาทางออกร่วมกันได้อย่างตรงจุดจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรง และแสดงเจตนารมณ์ในเรื่อง ?หยุดบังคับตรวจเอชไอวี หยุดใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงาน หยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ? เพื่อการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี/เอดส์ ทุกรูปแบบ เพื่อให้ทุกคน ?Save lives : Decriminalise? ช่วยชีวิตและยุติปัญหาเอดส์: ยุติการเลือกปฏิบัติ
นพ.ธเรศ กล่าวว่า ประเทศไทยแสดงเจตนารมณ์อย่างมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ ภายในปี 2573 ซึ่งมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ ลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ปีละไม่เกิน 1,000 ราย ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีปีละไม่เกิน 4,000 ราย ลดการรังเกียจและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องจากเอชไอวีและเพศภาวะให้เหลือไม่เกิน ร้อยละ 10 แม้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาเอดส์ และประสบความสำเร็จทั้งการป้องกัน ลดการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากเอชไอวี แต่หนึ่งในความท้าทายของการดำเนินงานในปัจจุบัน คือ การลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวีและเพศภาวะที่ยังมีอยู่ในสังคม นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เข้าไม่ถึงการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี หรือเมื่อตรวจพบเชื้อแล้วไม่กล้าเข้าสู่กระบวนการรักษา เพราะกลัวคนจะรู้ หากสามารถยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติในเรื่องเอชไอวีและเพศภาวะ โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และเคารพในสิทธิมนุษยชน จะนำไปสู่การยุติปัญหาเอดส์ของประเทศได้
ประเทศไทยได้ร่วมดำเนินการตามแนวคิด ?สานพลังยุติการเลือกปฏิบัติ? และร่วมกันสร้างสังคมที่ไม่มีการตีตราและเลือกปฏิบัติ โดยหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวีและเพศสภาพทุกรูปแบบ พ.ศ. 2565-2569 ด้วยการสานพลังจากการมีส่วนร่วมของ 6 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคส่วนชุมชน ภาคส่วนการทำงาน ภาคส่วนด้านการดูแลสุขภาพ ภาคส่วนการศึกษา ภาคส่วนยุติธรรมและกฎหมาย และภาคส่วนการช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินและเพื่อมนุษยธรรม รวมถึงส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศภาวะ มีการขับเคลื่อนมาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจเรื่องการตีตราและการเลือกปฏิบัติในทุกระดับ อีกทั้งผลักดันให้มีพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลในสังคม เพราะการลดการตีตราและเลือกปฏิบัตินี้จะช่วยนำผู้ติดเชื้อเอชไอวี เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพ และเกิดการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐาน จะทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ สามารถประกอบอาชีพ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ และนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค มีทิศทางการดำเนินงานสำคัญเพื่อสนับสนุนการ ?หยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ? โดยได้มีมาตรการ ดังนี้
1) สร้างความเข้าใจเรื่องการตีตรา เพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติในทุกระดับ โดยในส่วนของสถานบริการสุขภาพต้องเอื้อต่อการมารับบริการ รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ตีตราตนเอง ซึ่งได้จัดทำหลักสูตรการอบรมให้กับผู้ให้บริการในสถานบริการสุขภาพ ร่วมกับการบูรณาการประเด็นลดการตีตราและเลือกปฏิบัติเข้ากับการพัฒนาคุณภาพบริการ รวมทั้งมีโปรแกรมลดการตีตราตนเองในสถานบริการสุขภาพ ซึ่งมีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมดำเนินงาน จำนวน 179 แห่ง และวางแผนขยายภายในปี 2569 ให้ได้ร้อยละ 80 ของสถานบริการในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร
2) พัฒนาระบบข้อมูลและกลไกการรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองการละเมิดสิทธิด้านเอดส์ (Crisis Response System: CRS) เพื่อให้เกิดระบบการจัดการปัญหา การถูกละเมิดสิทธิด้านเอดส์ และการให้ความช่วยเหลือ ที่สะดวก เข้าถึงง่าย มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือได้จริง โดยสามารถร้องเรียนได้ที่ ?ปกป้อง? ค้นหาใน Google แล้วพิมพ์ว่า ?สวัสดีปกป้อง? ซึ่งเป็นระบบรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองการละเมิดสิทธิด้านเอดส์ เพศภาวะ และความเป็นกลุ่มประชากรเปราะบางต่อการถูกเลือกปฏิบัติ โดยปัจจุบันได้มีการขยายการดำเนินงานระบบรับเรื่องร้องเรียน (CRS) และกลไกการคุ้มครองสิทธิระดับพื้นที่ จำนวน 37 จังหวัด และวางแผนขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุม 50 จังหวัดภายในปี 2569
และ 3) จัดบริการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเอง ในกลุ่มประชากรทั่วไปที่มีพฤติกรรมเสี่ยงและกลุ่มประชากรหลัก ซึ่งเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ประชาชนทราบสถานะการติดเชื้อเอชไอวีโดยเร็ว เพื่อเข้าสู่ระบบการป้องกัน และการรักษาด้วยยาต้านไวรัส รวมถึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมให้เอชไอวีเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะนำไปสู่การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในสังคม โดยผลักดันให้การตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเอง เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพในปีนี้ รวมทั้ง พัฒนาระบบบริการให้คำปรึกษาเพื่อรองรับการตรวจหาการติดเชื้อด้วยตนเอง
นอกจากนี้ภายในงานได้จัดเวทีเสวนา ?เสียงนี้ มีความหมาย? โดยผู้แทนจากภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมกันสะท้อนถึงสถานการณ์การตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี/เอดส์ ในสถานประกอบการ ตลอดจนผลกระทบจากการเข้าไม่ถึงการมีงานทำ อันเนื่องมาจากเงื่อนไขด้านเอชไอวี นำไปสู่การหาทางออกร่วมกันได้อย่างตรงจุดจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรง และแสดงเจตนารมณ์ในเรื่อง ?หยุดบังคับตรวจเอชไอวี หยุดใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงาน หยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ? เพื่อการลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเอชไอวี/เอดส์ ทุกรูปแบบ เพื่อให้ทุกคน ?Save lives : Decriminalise? ช่วยชีวิตและยุติปัญหาเอดส์: ยุติการเลือกปฏิบัติ
?หยุดบังคับตรวจเอชไอวี หยุดใช้เอชไอวีเป็นเงื่อนไขในการทำงานหยุดการตีตราและเลือกปฏิบัติ?
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ “Smart Regulation” ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ค (67 views)
- Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ (2 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% (3 views)
- รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัย ที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (66 views)
- อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) เปิดตัวแล้วในไทย ส่งมอบทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ (33 views)
- Cosmopack CBE ASEAN 2026 จับมือ 5 แบรนด์ Supply Chain ความงามชั้นนำ เดินเครื่องโรงงานผลิตเครื่องสำอางจำลอง (68 views)
- ซูเลียน เปิดเวที "THE SUCCESS VISION" พลิกวิสัยทัศน์ธุรกิจ สู่ชีวิตที่คุณเลือก (3 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า รับรางวัล AREA 2026 สาขา Health Promotion จากโครงการ "Happy Kidney, Happy Life" (4 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน
