สธ. ยันดูแลทุกสิทธิรับบริการป้องกัน ?เอชไอวี? ส่วนภาคประชาสังคมยังจัดบริการได้ตามปกติภายใต้ระเบียบกำหนด
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
สธ. ยันดูแลทุกสิทธิรับบริการป้องกัน ?เอชไอวี? ส่วนภาคประชาสังคมยังจัดบริการได้ตามปกติภายใต้ระเบียบกำหนด
กระทรวงสาธารณสุข และสปสช. ยืนยันอาสาสมัคร ?ภาคประชาสังคม? จัดบริการป้องกัน ?เอชไอวี?ได้ตามปกติ ภายใต้ระเบียบ 3 ฉบับ ที่ให้ดำเนินการภายใต้การควบคุมของวิชาชีพ เช่น ให้คำปรึกษา เจาะเลือด เก็บสิ่งส่งตรวจ จ่ายยาตามเภสัชกรสั่ง ส่วนกรณีงบป้องกันโรคกลุ่มนอกสิทธิบัตรทองอยู่ระหว่างตีความทางกฎหมายขอให้จัดบริการตามปกติ โดยเก็บข้อมูลเพื่อรอเบิกจ่าย หรือหากยังไม่พร้อมบริการ ให้แจ้ง สปสช. ช่วยประสานหน่วยจัดบริการแทน ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน
13 มกราคม 2566-ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข หารือร่วมกับ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และผู้เกี่ยวข้อง กรณีการให้บริการป้องกันเอชไอวีของผู้ที่ไม่อยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในหน่วยบริการภาคประชาสังคม (Community Based Organization :CBO)
นพ.โอภาสกล่าวว่า กรณีการรักษาเอชไอวี/เอดส์ ทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ คือ บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ยังรับบริการและรับยาได้ตามปกติ ส่วนบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค (PP) ในส่วนของสิทธิบัตรทองยังรับบริการได้ตามปกติเช่นกัน เช่น บริการถุงยางอนามัย ยาป้องกันเอชไอวีก่อนการสัมผัส (PrEP) และยาป้องกันเอชไอวีหลังสัมผัส (PEP) เป็นต้น ซึ่งมีการลงนามจัดสรรงบประมาณไปยังหน่วยบริการทั้งหมดแล้ว สามารถเบิกจ่ายได้ตามปกติ ยกเว้นงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคกลุ่มนอกสิทธิบัตรทอง (PP Non UC) ประมาณ 5 พันล้านบาท ที่อยู่ระหว่างตีความทางกฎหมาย หน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะให้การดูแลตามเดิม ไม่ให้ได้รับผลกระทบโดยจะเก็บข้อมูลไว้รอเบิกจ่ายกับ สปสช.ภายหลัง ขณะที่หน่วยบริการนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สปสช.จะไปติดตามทำความเข้าใจและวางระบบบริหารจัดการ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อการป้องกันควบคุมโรค การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี และทำให้โรคเอดส์ระบาดมากขึ้น
นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า ส่วนองค์กรภาคประชาสังคม หรือ CBO ที่มาช่วยภาครัฐจัดบริการป้องกันเอชไอวี?ถือว่าเข้ามาช่วยปิดช่องว่างของภาครัฐ ทำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงบริการง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่จะไม่สะดวกไปรับบริการภาครัฐ แต่ย้ำว่า หน่วยบริการภาคประชาสังคมไม่ใช่หน่วยบริการสาธารณสุข จึงไม่สามารถวินิจฉัยแทนแพทย์ จ่ายยาแทนเภสัชกร หรือตรวจแล็บแทนเทคนิคการแพทย์ได้ การดำเนินงานจึงมีระเบียบกระทรวงสาธารณสุขออกมารองรับ 3 ฉบับ เพื่อมอบหมายให้ดำเนินงานในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เทคนิคการแพทย์ และเภสัชกรรม โดยจะไปช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มเสี่ยง ในการให้บริการปรึกษาก่อนหรือหลังการตรวจ การปรึกษาทางการแพทย์ การเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ การเจาะโลหิตจากปลายนิ้ว การตรวจหาการติดเชื้อโดยชุดตรวจแบบง่ายและรู้ผลเร็ว การอ่านผลและรายงานผล การส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยและเข้าสู่ระบบการดูแลรักษา รวมถึงการใช้ยาสามัญประจำบ้านตามกฎหมายว่าด้วยยา เพื่อรักษาอาการเบื้องต้น และยาที่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสั่งจ่ายให้แก่ผู้รับบริการเฉพาะรายหรือเฉพาะคราว ที่เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวี โรคซิฟิลิส หนองใน หรือหนองในเทียม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน โดยปัจจุบันมีภาคประชาสังคมที่เป็นอาสาสมัคร ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน 335 คน รวมกว่า 17 องค์กรในหลายจังหวัด
ด้าน นพ.จเด็จ กล่าวว่า การดูแลผู้รับบริการกลุ่มนอกสิทธิบัตรทอง ในส่วนของหน่วยบริการอื่นที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขนั้น สปสช.ได้ประสานความร่วมมือแล้วหลายส่วน เช่น กทม. กรมแพทย์ทหารบก กรมแพทย์ทหารเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนภาคประชาสังคมที่จัดบริการ ได้ขอความร่วมมือว่า ในระหว่างที่กำลังแก้ปัญหาด้านกฎหมาย หากสะดวกให้บริการป้องกันโรคเอชไอวีกลุ่มนอกสิทธิบัตรทองยังให้บริการต่อไปได้ โดยให้บันทึกข้อมูลไว้ก่อนแล้วรอเบิกจ่ายกับ สปสช. ภายหลัง แต่หากหน่วยบริการยังไม่ประสงค์จะให้บริการ ก็ขอให้แจ้งมายัง สปสช.เพื่อประสานจัดระบบบริการไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ โดยผู้รับบริการที่มีปัญหา สามารถโทรสายด่วน 1330 กด 16 ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่อง 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้ได้รับบริการ

นพ.โอภาสกล่าวว่า กรณีการรักษาเอชไอวี/เอดส์ ทั้ง 3 กองทุนสุขภาพ คือ บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ยังรับบริการและรับยาได้ตามปกติ ส่วนบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค (PP) ในส่วนของสิทธิบัตรทองยังรับบริการได้ตามปกติเช่นกัน เช่น บริการถุงยางอนามัย ยาป้องกันเอชไอวีก่อนการสัมผัส (PrEP) และยาป้องกันเอชไอวีหลังสัมผัส (PEP) เป็นต้น ซึ่งมีการลงนามจัดสรรงบประมาณไปยังหน่วยบริการทั้งหมดแล้ว สามารถเบิกจ่ายได้ตามปกติ ยกเว้นงบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคกลุ่มนอกสิทธิบัตรทอง (PP Non UC) ประมาณ 5 พันล้านบาท ที่อยู่ระหว่างตีความทางกฎหมาย หน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขจะให้การดูแลตามเดิม ไม่ให้ได้รับผลกระทบโดยจะเก็บข้อมูลไว้รอเบิกจ่ายกับ สปสช.ภายหลัง ขณะที่หน่วยบริการนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข สปสช.จะไปติดตามทำความเข้าใจและวางระบบบริหารจัดการ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อการป้องกันควบคุมโรค การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี และทำให้โรคเอดส์ระบาดมากขึ้น
นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า ส่วนองค์กรภาคประชาสังคม หรือ CBO ที่มาช่วยภาครัฐจัดบริการป้องกันเอชไอวี?ถือว่าเข้ามาช่วยปิดช่องว่างของภาครัฐ ทำให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงเข้าถึงบริการง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่จะไม่สะดวกไปรับบริการภาครัฐ แต่ย้ำว่า หน่วยบริการภาคประชาสังคมไม่ใช่หน่วยบริการสาธารณสุข จึงไม่สามารถวินิจฉัยแทนแพทย์ จ่ายยาแทนเภสัชกร หรือตรวจแล็บแทนเทคนิคการแพทย์ได้ การดำเนินงานจึงมีระเบียบกระทรวงสาธารณสุขออกมารองรับ 3 ฉบับ เพื่อมอบหมายให้ดำเนินงานในความควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เทคนิคการแพทย์ และเภสัชกรรม โดยจะไปช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มเสี่ยง ในการให้บริการปรึกษาก่อนหรือหลังการตรวจ การปรึกษาทางการแพทย์ การเก็บตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ การเจาะโลหิตจากปลายนิ้ว การตรวจหาการติดเชื้อโดยชุดตรวจแบบง่ายและรู้ผลเร็ว การอ่านผลและรายงานผล การส่งต่อเพื่อตรวจวินิจฉัยและเข้าสู่ระบบการดูแลรักษา รวมถึงการใช้ยาสามัญประจำบ้านตามกฎหมายว่าด้วยยา เพื่อรักษาอาการเบื้องต้น และยาที่ผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมสั่งจ่ายให้แก่ผู้รับบริการเฉพาะรายหรือเฉพาะคราว ที่เกี่ยวเนื่องกับเอชไอวี โรคซิฟิลิส หนองใน หรือหนองในเทียม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน โดยปัจจุบันมีภาคประชาสังคมที่เป็นอาสาสมัคร ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียน 335 คน รวมกว่า 17 องค์กรในหลายจังหวัด
ด้าน นพ.จเด็จ กล่าวว่า การดูแลผู้รับบริการกลุ่มนอกสิทธิบัตรทอง ในส่วนของหน่วยบริการอื่นที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขนั้น สปสช.ได้ประสานความร่วมมือแล้วหลายส่วน เช่น กทม. กรมแพทย์ทหารบก กรมแพทย์ทหารเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนภาคประชาสังคมที่จัดบริการ ได้ขอความร่วมมือว่า ในระหว่างที่กำลังแก้ปัญหาด้านกฎหมาย หากสะดวกให้บริการป้องกันโรคเอชไอวีกลุ่มนอกสิทธิบัตรทองยังให้บริการต่อไปได้ โดยให้บันทึกข้อมูลไว้ก่อนแล้วรอเบิกจ่ายกับ สปสช. ภายหลัง แต่หากหน่วยบริการยังไม่ประสงค์จะให้บริการ ก็ขอให้แจ้งมายัง สปสช.เพื่อประสานจัดระบบบริการไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ โดยผู้รับบริการที่มีปัญหา สามารถโทรสายด่วน 1330 กด 16 ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่อง 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้ได้รับบริการ
สธ. ยันดูแลทุกสิทธิรับบริการป้องกัน ?เอชไอวี? ส่วนภาคประชาสังคมยังจัดบริการได้ตามปกติภายใต้ระเบียบกำหนด
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวนรู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง เรียนรู้สัญญาณเตือน การรักษา และการฟื้นฟูอย่างถูกวิธี (1 views)
- Johnson Health Tech ตอกย้ำผู้นำฟิตเนสระดับโลก รับเทรนด์ Personal Fitness ปี 2027 (0 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมจัดงาน "RESET Forum" เปิดพื้นที่เรื่อง "ฮอร์โมน" ชวนผู้หญิงเข้าใจร่างกาย (23 views)
- โค้งสุดท้าย! เช็กสิทธิ์ส่วนลดค่าส่ง 9 บาทบน J&T App ก่อนหมดโปรเดือนกันยายน (80 views)
- กรมการแพทย์เตือน 8 โรคและอันตรายที่มากับน้ำท่วม แนะประชาชนป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงเจ็บป่วย (80 views)
- J&T Express App โฉมใหม่ ใช้งานง่ายแค่ไหน? พาส่องฟังก์ชันที่ช่วยให้การส่งพัสดุสะดวกขึ้น (84 views)
- Don’t Miss Out! Get THB 9 Off Shipping on the J&T App Before the September Promotion Ends (94 views)
- NIDA Environment Poll 2026 สะท้อนคนไทยห่วงอนาคตสิ่งแวดล้อม 65.6% มองอีก 10 ปีแย่ลง แม้ 88.2% เริ่มลงมือปรับพฤติกรรมแล้ว (120 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Baidu [Spider], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
