สธ.แจงโรคฝีดาษวานร ระบาดไม่เร็ว ความรุนแรงน้อย ยังเฝ้าระวังเข้ม เน้นตรวจจับวินิจฉัยได้เร็ว
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
สธ.แจงโรคฝีดาษวานร ระบาดไม่เร็ว ความรุนแรงน้อย ยังเฝ้าระวังเข้ม เน้นตรวจจับวินิจฉัยได้เร็ว
กระทรวงสาธารณสุขเผยทั่วโลกพบผู้ป่วย ?ฝีดาษวานร? 900 กว่ารายใน 43 ประเทศ ยันการระบาดไม่เร็วเมื่อเทียบกับโควิด โรคมีความรุนแรงน้อย และไม่พบผู้เสียชีวิต องค์การอนามัยโลกจัดว่าความเสี่ยงปานกลาง ไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินและโรคติดต่ออันตราย ประเทศไทยเฝ้าระวังเข้ม วัคซีนยังไม่จำเป็นต้องจัดหา แต่มีการเตรียมการไว้
6 มิถุนายน 2565-ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคฝีดาษวานร (Monkeypox) ว่า สถานการณ์ทั่วโลกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2565 เจอผู้ป่วยยืนยันฝีดาษวานร 900 กว่าคน ใน 43 ประเทศ หลังมีการรายงานมาเป็นเดือนและมีการกระจายในหลายประเทศแต่ลักษณะการระบาดไม่เร็วเมื่อเทียบโควิด ซึ่งหากเป็นโรคโควิด 19 อาจขึ้นหลัก 10 ล้านคนแล้ว นอกจากนี้ อาการยังไม่รุนแรง และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ซึ่งสายพันธุ์ที่ระบาดในขณะนี้เป็นสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตกที่มีอัตราการป่วยเสียชีวิต 1% ไม่ใช่สายพันธุ์แอฟริกากลางที่มีความรุนแรงกว่า อัตราป่วยเสียชีวิตอยู่ที่ 10% ขณะนี้ที่มีรายงานจะเป็นทางยุโรป เช่น สเปน อังกฤษ โปรตุเกส เยอรมนี รวมถึงแคนาดา
?องค์การอนามัยโลกประเมินโรคฝีดาษวานรว่าเป็นความเสี่ยงปานกลาง ยังไม่เป็นภาวะฉุกเฉิน ยังไม่ต้องจำกัดการเดินทาง และไม่ได้ประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย เพียงแต่เตือนให้ระมัดระวังและจัดระบบเฝ้าระวังซึ่งประเทศไทยดำเนินการแล้ว มีระบบคัดกรองคนเดินทางจากต่างประเทศ และกำหนดนิยามวินิจฉัยผู้ป่วย เตรียมห้องปฏิบัติการในการวินิจฉัยและสอบสวนควบคุมโรค และเตรียมจัดหาวัคซีนหากจำเป็นต้องใช้ ซึ่งจากการเฝ้าระวัง ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทย แต่เคยมีผู้ต้องสงสัย 6 ราย แต่ตรวจแล้วเป็นเชื้อเริมไม่ใช่ฝีดาษวานร ไม่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง? นพ.โอภาสกล่าว
ความเสี่ยงที่จะพบผู้ป่วยฝีดาษวานรในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเราเปิดประเทศทำให้มีผู้เดินทางเยอะขึ้น เข้ามาวันละประมาณหลายหมื่นคน แต่เชื่อว่าระบบเฝ้าระวังและความร่วมมือในการคัดกรองจะตรวจจับผู้ป่วยและควบคุมไม่ให้โรคแพร่ระบาดต่อไปได้ จึงไม่ต้องกังวลจนเกินไป สำหรับข้อมูลทางคลินิกของโรคฝีดาษวานร คือ ระยะฟักตัวยาว 5-21 วัน ต่างจากโควิดสายพันธุ์โอมิครอนค่อนข้างสั้น 2-7 วัน อาการสำคัญคือมีไข้ ปวดหัว ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัว เหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่ไม่ค่อยมีน้ำมูก หลังเป็นไข้ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้น กระจายที่แขนขา ลำตัว และใบหน้า ลักษณะตุ่มมีหลายแบบตามระยะ ตั้งแต่ตุ่มแดง ตุ่มใส ตุ่มหนอง เป็นรอยบุ๋ม แห้งเป็นสะเก็ดและหลุดออก ส่วนใหญ่หายเองได้ การเกิดแผลเป็นเมื่อมีแบคทีเรียแทรกซ้อน
?การดูตุ่มอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่าเป็นฝีดาษวานร เพราะคล้ายกับหลายโรค การวินิจฉัยต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วย RT-PCR ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่ทำลายเชื้อโดยตรง ส่วนวัคซีนที่มีคือวัคซีนฝีดาษคนซึ่งวัคซีนฝีดาษที่เก็บในคลังของประเทศ จากการตรวจพบว่าเชื้อยังไม่ตาย แต่ยังต้องใช้เวลาศึกษาประสิทธิภาพ ขณะนี้วัคซีนยังไม่จำเป็นมาก แต่ก็ต้องเตรียมการเผื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ให้มีวัคซีนไว้ใช้ โดยสอบถามองค์การอนามัยโลกที่มีคลังวัคซีนฝีดาษคนสำรองอยู่ ส่วนวัคซีนฝีดาษลิงอยู่ระหว่างพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพ โดยมีการติดต่อไว้หลายแห่ง หากมีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพให้แจ้งเราด้วย เพื่อพิจารณาเรื่องจัดหาวัคซีน? นพ.โอภาสกล่าว
การนำวัคซีนมาใช้จะพิจารณา 4 เรื่อง คือ 1.ประสิทธิภาพการป้องกัน 2.ความปลอดภัย 3.สถานการณ์ และ 4.ความจำเป็นในการจัดหา ต้องมีทั้ง 4 เรื่องครบถ้วน เพราะบางครั้งโรคไม่รุนแรงแต่วัคซีนมีผลข้างเคียงก็ต้องพิจารณา มาตรการตอนนี้คือการตรวจจับเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้แพร่กระจายออกไป และแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อแจ้งเตือนไป บางคนมีตุ่มขึ้นมาก็มารายงานเป็นสิ่งที่ดีทำให้สามารถตรวจจับได้เร็ว มาตรการยังเป็นการวินิจฉัย การแยกกักผู้ป่วย และสอบสวนโรคเป็นหลัก คล้ายกับโควิดช่วงแรก ถ้าเจอจริง ๆ ก็แยกกักเพื่อไม่ให้ไปแพร่ระบาดและติดตามผู้สัมผัส โดยต้องดูไทม์ไลน์ให้ละเอียด

?องค์การอนามัยโลกประเมินโรคฝีดาษวานรว่าเป็นความเสี่ยงปานกลาง ยังไม่เป็นภาวะฉุกเฉิน ยังไม่ต้องจำกัดการเดินทาง และไม่ได้ประกาศเป็นโรคติดต่ออันตราย เพียงแต่เตือนให้ระมัดระวังและจัดระบบเฝ้าระวังซึ่งประเทศไทยดำเนินการแล้ว มีระบบคัดกรองคนเดินทางจากต่างประเทศ และกำหนดนิยามวินิจฉัยผู้ป่วย เตรียมห้องปฏิบัติการในการวินิจฉัยและสอบสวนควบคุมโรค และเตรียมจัดหาวัคซีนหากจำเป็นต้องใช้ ซึ่งจากการเฝ้าระวัง ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศไทย แต่เคยมีผู้ต้องสงสัย 6 ราย แต่ตรวจแล้วเป็นเชื้อเริมไม่ใช่ฝีดาษวานร ไม่มีผู้สัมผัสเสี่ยงสูง? นพ.โอภาสกล่าว
ความเสี่ยงที่จะพบผู้ป่วยฝีดาษวานรในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ เนื่องจากเราเปิดประเทศทำให้มีผู้เดินทางเยอะขึ้น เข้ามาวันละประมาณหลายหมื่นคน แต่เชื่อว่าระบบเฝ้าระวังและความร่วมมือในการคัดกรองจะตรวจจับผู้ป่วยและควบคุมไม่ให้โรคแพร่ระบาดต่อไปได้ จึงไม่ต้องกังวลจนเกินไป สำหรับข้อมูลทางคลินิกของโรคฝีดาษวานร คือ ระยะฟักตัวยาว 5-21 วัน ต่างจากโควิดสายพันธุ์โอมิครอนค่อนข้างสั้น 2-7 วัน อาการสำคัญคือมีไข้ ปวดหัว ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัว เหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่ไม่ค่อยมีน้ำมูก หลังเป็นไข้ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้น กระจายที่แขนขา ลำตัว และใบหน้า ลักษณะตุ่มมีหลายแบบตามระยะ ตั้งแต่ตุ่มแดง ตุ่มใส ตุ่มหนอง เป็นรอยบุ๋ม แห้งเป็นสะเก็ดและหลุดออก ส่วนใหญ่หายเองได้ การเกิดแผลเป็นเมื่อมีแบคทีเรียแทรกซ้อน
?การดูตุ่มอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่าเป็นฝีดาษวานร เพราะคล้ายกับหลายโรค การวินิจฉัยต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วย RT-PCR ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่ทำลายเชื้อโดยตรง ส่วนวัคซีนที่มีคือวัคซีนฝีดาษคนซึ่งวัคซีนฝีดาษที่เก็บในคลังของประเทศ จากการตรวจพบว่าเชื้อยังไม่ตาย แต่ยังต้องใช้เวลาศึกษาประสิทธิภาพ ขณะนี้วัคซีนยังไม่จำเป็นมาก แต่ก็ต้องเตรียมการเผื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ให้มีวัคซีนไว้ใช้ โดยสอบถามองค์การอนามัยโลกที่มีคลังวัคซีนฝีดาษคนสำรองอยู่ ส่วนวัคซีนฝีดาษลิงอยู่ระหว่างพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพ โดยมีการติดต่อไว้หลายแห่ง หากมีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพให้แจ้งเราด้วย เพื่อพิจารณาเรื่องจัดหาวัคซีน? นพ.โอภาสกล่าว
การนำวัคซีนมาใช้จะพิจารณา 4 เรื่อง คือ 1.ประสิทธิภาพการป้องกัน 2.ความปลอดภัย 3.สถานการณ์ และ 4.ความจำเป็นในการจัดหา ต้องมีทั้ง 4 เรื่องครบถ้วน เพราะบางครั้งโรคไม่รุนแรงแต่วัคซีนมีผลข้างเคียงก็ต้องพิจารณา มาตรการตอนนี้คือการตรวจจับเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้แพร่กระจายออกไป และแจ้งเตือนประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อแจ้งเตือนไป บางคนมีตุ่มขึ้นมาก็มารายงานเป็นสิ่งที่ดีทำให้สามารถตรวจจับได้เร็ว มาตรการยังเป็นการวินิจฉัย การแยกกักผู้ป่วย และสอบสวนโรคเป็นหลัก คล้ายกับโควิดช่วงแรก ถ้าเจอจริง ๆ ก็แยกกักเพื่อไม่ให้ไปแพร่ระบาดและติดตามผู้สัมผัส โดยต้องดูไทม์ไลน์ให้ละเอียด
สธ.แจงโรคฝีดาษวานร ระบาดไม่เร็ว ความรุนแรงน้อย ยังเฝ้าระวังเข้ม เน้นตรวจจับวินิจฉัยได้เร็ว
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ (32 views)
- จากห้องเรียนสู่โรงงานจริง ดัํ๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการผลิต และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้ม (12 views)
- เอิร์ธฯ ร่วมกับ PIM จัดโครงการ “Together Against Dengue เด็กไทยการ์ดไม่ตก” ปลอดโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ (10 views)
- นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ “Smart Regulation” ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ค (78 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% (24 views)
- รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัย ที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (73 views)
- อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) เปิดตัวแล้วในไทย ส่งมอบทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ (42 views)
- Cosmopack CBE ASEAN 2026 จับมือ 5 แบรนด์ Supply Chain ความงามชั้นนำ เดินเครื่องโรงงานผลิตเครื่องสำอางจำลอง (76 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Apple [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
