กรมวิทย์ฯ เผยไทยพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 205 ราย มี 3 สายพันธุ์ย่อย
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
กรมวิทย์ฯ เผยไทยพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 205 ราย มี 3 สายพันธุ์ย่อย
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอน 205 ราย ชี้โอมิครอนมี 3 สายพันธุ์ย่อย แพร่เร็วแต่รุนแรงน้อยกว่าเดลตา แนะสวมหน้ากาก เลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง และฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น
24 ธ.ค.64-ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แถลงสถานการณ์โรคโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอนว่า ขณะนี้สายพันธุ์โอมิครอน มีสายพันธุ์ย่อยอยู่ 3 สายพันธุ์ ที่แพร่ระบาดทั่วไปในโลกถึง 106 ประเทศแล้ว ส่วนใหญ่เป็น BA.1 คือสายพันธุ์เดิมที่กลายพันธุ์ตั้งแต่เริ่มแรก ส่วนสายพันธุ์ย่อย BA.2 กับ BA.3 มีจำนวนเล็กน้อย ซึ่งกระบวนการการตรวจของห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เป็นการตรวจเบื้องต้น (SNP) รู้ผลใน 1 วัน ยังสามารถตรวจจับสายพันธุ์นี้ได้ครบทุกสายพันธุ์ย่อย
สำหรับประเด็นการแพร่ของสายพันธุ์โอมิครอนนั้น จากการติดตามข้อมูลรายงานการศึกษาในห้องทดลอง ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง พบว่าสายพันธุ์โอมิครอนติดเชื้อและเพิ่มจำนวนในเซลล์ทางเดินหายใจในระดับหลอดลม โดยเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตาประมาณ 70 เท่า แต่ที่เซลล์เนื้อปอดกลับเพิ่มจำนวนได้ช้ากว่า เป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมสายพันธุ์โอมิครอนถึงแพร่เร็ว เพราะมันชุกชุมในทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งแพร่กระจายไปยังผู้คนรอบข้างได้ง่าย แต่ไม่ค่อยมีอันตรายอะไรมาก และที่อังกฤษมีการวิเคราะห์ข้อมูลการแพร่เชื้อของสายพันธุ์โอมิครอนเทียบกับสายพันธุ์เดลตาว่า ผู้ที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิดที่อยู่ในครัวเรือนเดียวกันได้มากน้อยแค่ไหน ปรากฏว่าสายพันธุ์เดลตาแพร่ได้ร้อยละ 10.3 แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนจะเพิ่มขึ้นไปเป็นร้อยละ 15.8 หมายความ ถ้าคนในครอบครัว 1 คนติดเสายพันธุ์โอมิครอนจะติดต่อไปยังคนที่ใกล้ชิดเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา ส่วนการแพร่ในชุมชน พบว่าสายพันธุ์เดลตาแพร่ได้ประมาณร้อยละ 3 ถ้าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นไปเป็นร้อยละ 8.7 คือเกือบ 3 เท่าของสายพันธุ์เดลตา นั่นหมายความว่าถ้ามีใครติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนแล้วไปทำกิจกรรมในชุมชนที่มีการพบปะใกล้ชิด ก็อาจจะทำให้เกิดการระบาดได้ค่อนข้างเร็ว
ในสหรัฐอเมริกา เดิมเป็นสายพันธุ์เดลต้าเกือบทั้งหมด ล่าสุดสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นไปประมาณร้อยละ 70 เหลือ สายพันธุ์เดลต้าร้อยละ 26 เป็นหลักฐานว่าสัดส่วนเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว
สำหรับประเด็นความรุนแรงนั้น จากข้อมูลในอังกฤษ พบว่า ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา ประมาณร้อยละ 50 มีอาการต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล และร้อยละ 61 ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 1 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนจะลดลงเหลือประมาณร้อยละ 20 - 25 ที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล และร้อยละ 40-50 ที่ต้องพักรักษา1 วันขึ้นไป แสดงว่าสายพันธุ์โอมิครอนน่าจะทำให้เกิดอาการรุนแรงน้อยเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา
นอกจากนี้มีหลายการศึกษาพบว่า ถ้าเราฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะทำให้มีภูมิสูงขึ้น และช่วยลดเรื่องการติดเชื้อ อาการป่วยหนักรุนแรงได้ จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า สายพันธุ์โอมิครอนแพร่ค่อนข้างเร็ว แต่ไม่รุนแรงเท่าเดลตา เพราะฉะนั้นมาตรการสวมหน้ากาก เลี่ยงกิจกรรมที่อาจจะเสี่ยงต่อการรับเชื้อทั้งหลายยังจำเป็น การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเมื่อถึงเวลา จะยกระดับภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น
สำหรับการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ทั้งคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และสุ่มตัวอย่างจากผู้ติดเชื้อภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 20 ธ.ค. ? 23 ธ.ค. 2564 จำนวน 874 ราย พบสายพันธุ์เดลต้า 732 ราย
สายพันธุ์โอมิครอน 142 ราย รวมการตรวจพบสายพันธุ์โอมิครอนตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ? 23 ธ.ค. 2564 มีทั้งหมด 205 ราย เป็นกลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศ จำนวน 180 ราย และเป็นผู้ที่อยู่ภายในประเทศแต่ติดเชื้อจากผู้เดินทางจากต่างประเทศ จำนวน 25 ราย

สำหรับประเด็นการแพร่ของสายพันธุ์โอมิครอนนั้น จากการติดตามข้อมูลรายงานการศึกษาในห้องทดลอง ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง พบว่าสายพันธุ์โอมิครอนติดเชื้อและเพิ่มจำนวนในเซลล์ทางเดินหายใจในระดับหลอดลม โดยเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตาประมาณ 70 เท่า แต่ที่เซลล์เนื้อปอดกลับเพิ่มจำนวนได้ช้ากว่า เป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมสายพันธุ์โอมิครอนถึงแพร่เร็ว เพราะมันชุกชุมในทางเดินหายใจส่วนบน ซึ่งแพร่กระจายไปยังผู้คนรอบข้างได้ง่าย แต่ไม่ค่อยมีอันตรายอะไรมาก และที่อังกฤษมีการวิเคราะห์ข้อมูลการแพร่เชื้อของสายพันธุ์โอมิครอนเทียบกับสายพันธุ์เดลตาว่า ผู้ที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิดที่อยู่ในครัวเรือนเดียวกันได้มากน้อยแค่ไหน ปรากฏว่าสายพันธุ์เดลตาแพร่ได้ร้อยละ 10.3 แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนจะเพิ่มขึ้นไปเป็นร้อยละ 15.8 หมายความ ถ้าคนในครอบครัว 1 คนติดเสายพันธุ์โอมิครอนจะติดต่อไปยังคนที่ใกล้ชิดเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตา ส่วนการแพร่ในชุมชน พบว่าสายพันธุ์เดลตาแพร่ได้ประมาณร้อยละ 3 ถ้าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นไปเป็นร้อยละ 8.7 คือเกือบ 3 เท่าของสายพันธุ์เดลตา นั่นหมายความว่าถ้ามีใครติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนแล้วไปทำกิจกรรมในชุมชนที่มีการพบปะใกล้ชิด ก็อาจจะทำให้เกิดการระบาดได้ค่อนข้างเร็ว
ในสหรัฐอเมริกา เดิมเป็นสายพันธุ์เดลต้าเกือบทั้งหมด ล่าสุดสายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นไปประมาณร้อยละ 70 เหลือ สายพันธุ์เดลต้าร้อยละ 26 เป็นหลักฐานว่าสัดส่วนเปลี่ยนค่อนข้างเร็ว
สำหรับประเด็นความรุนแรงนั้น จากข้อมูลในอังกฤษ พบว่า ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา ประมาณร้อยละ 50 มีอาการต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล และร้อยละ 61 ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 1 วันขึ้นไป แต่ถ้าเป็นสายพันธุ์โอมิครอนจะลดลงเหลือประมาณร้อยละ 20 - 25 ที่ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล และร้อยละ 40-50 ที่ต้องพักรักษา1 วันขึ้นไป แสดงว่าสายพันธุ์โอมิครอนน่าจะทำให้เกิดอาการรุนแรงน้อยเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา
นอกจากนี้มีหลายการศึกษาพบว่า ถ้าเราฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะทำให้มีภูมิสูงขึ้น และช่วยลดเรื่องการติดเชื้อ อาการป่วยหนักรุนแรงได้ จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า สายพันธุ์โอมิครอนแพร่ค่อนข้างเร็ว แต่ไม่รุนแรงเท่าเดลตา เพราะฉะนั้นมาตรการสวมหน้ากาก เลี่ยงกิจกรรมที่อาจจะเสี่ยงต่อการรับเชื้อทั้งหลายยังจำเป็น การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเมื่อถึงเวลา จะยกระดับภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น
สำหรับการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 ทั้งคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ และสุ่มตัวอย่างจากผู้ติดเชื้อภายในประเทศ ระหว่างวันที่ 20 ธ.ค. ? 23 ธ.ค. 2564 จำนวน 874 ราย พบสายพันธุ์เดลต้า 732 ราย
สายพันธุ์โอมิครอน 142 ราย รวมการตรวจพบสายพันธุ์โอมิครอนตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ? 23 ธ.ค. 2564 มีทั้งหมด 205 ราย เป็นกลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศ จำนวน 180 ราย และเป็นผู้ที่อยู่ภายในประเทศแต่ติดเชื้อจากผู้เดินทางจากต่างประเทศ จำนวน 25 ราย
กรมวิทย์ฯ เผยไทยพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนแล้ว 205 ราย มี 3 สายพันธุ์ย่อย
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- จากห้องเรียนสู่โรงงานจริง ดัํ๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการผลิต และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้ม (1 views)
- เอิร์ธฯ ร่วมกับ PIM จัดโครงการ “Together Against Dengue เด็กไทยการ์ดไม่ตก” ปลอดโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ (1 views)
- นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ “Smart Regulation” ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ค (72 views)
- Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ (17 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% (11 views)
- รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัย ที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (67 views)
- อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) เปิดตัวแล้วในไทย ส่งมอบทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ (40 views)
- Cosmopack CBE ASEAN 2026 จับมือ 5 แบรนด์ Supply Chain ความงามชั้นนำ เดินเครื่องโรงงานผลิตเครื่องสำอางจำลอง (71 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Apple [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน
