สธ. ปรับแนวทางการให้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ติดเชื้อโควิดเน้นให้ยาเร็วขึ้นในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
สธ. ปรับแนวทางการให้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ติดเชื้อโควิดเน้นให้ยาเร็วขึ้นในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว
กระทรวงสาธารณสุข ปรับแนวทางให้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ติดเชื้อโควิด 19 เน้นให้ยาเร็วขึ้นในกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว หรือมีความเสี่ยงอาการรุนแรง ตามดุลยพินิจของแพทย์ ส่งยาให้โรงพยาบาลทุกสังกัดทั่วประเทศแล้ว 2 ล้านเม็ด อัตราการใช้ขณะนี้ 50,000 เม็ดต่อวัน

6 พฤษภาคม 2564-ที่ ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงข่าวการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด 19 กล่าวว่า จากกระแสข่าวการให้ยาฟาวิพิราเวียร์เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อโควิด19 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยถึงข้อกังวลได้มอบให้กรมการแพทย์เร่งชี้แจงแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อโควิดให้ชัดเจน ซึ่งกรมการแพทย์ได้ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ศึกษาผลการรักษาโรคโควิดจากการระบาดทั้ง 3 ระลอกรวมทั้งสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาและให้ยาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์แก่ผู้ติดเชื้อให้ดีที่สุด
โดยได้ข้อสรุป ดังนี้ 1.ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการไม่มีโรคร่วมจะยังไม่ให้ยา 2.ผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการ แต่มีโรคร่วมหรือมีปัจจัยเสี่ยงนอกเหนือจากการรักษาตามอาการ สามารถให้ยาต้านไวรัสได้ทันทีตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วน 3. ผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อยและมีความเสี่ยงหรือมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อยให้ยาฟาวิพิราเวียร์ได้ รวมทั้งให้ยาสเตียรอยด์ในรายที่รุนแรงเพื่อช่วยลดอาการรุนแรงจน ซึ่งพบว่า
ลดการใช้ท่อช่วยหายใจได้มาก และ 4.ผู้ติดเชื้อที่มีอาการปอดอักเสบ ระดับออกซิเจนต่ำกว่า 96% หรือปอดอักเสบรุนแรงให้ยาฟาวิพิราเวียร์ โลพินาเวียร์ หรือริโทนาเวียร์ และสเตียรอยด์ในรายที่รุนแรง
?เราได้ปรับแนวทางการให้ยาที่เร็วขึ้น เน้นในผู้ติดเชื้อที่มีโรคร่วม และตามดุลยพินิจของแพทย์แต่ไม่หว่านแหให้กับทุกคน เนื่องจากยามีผลข้างเคียงและอาจเกิดเชื้อดื้อยาได้ เพราะผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการและไม่มีโรคร่วมส่วนใหญ่อาการจะไม่เปลี่ยนเป็นกลุ่มสีแดง จึงไม่จำเป็นต้องกินยา? นพ.สมศักดิ์กล่าว
สำหรับภาวะโรคร่วมหรือปัจจัยเสี่ยงที่สามารถให้ยาฟาวิพิราเวียร์ได้ แม้ไม่มีอาการ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ, โรคไตเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง, เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, ภาวะอ้วน น้ำหนักมากกว่า 90กิโลกรัม, ตับแข็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ น้อยกว่า 1,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และภาวะอื่นๆ ที่แพทย์พิจารณาว่าเป็นภาวะเสี่ยง ทั้งนี้ ยาฟาวิพิราเวียร์ได้กระจายไปทั่วประเทศแล้ว 2 ล้านเม็ด และจะมีเข้ามาอีก 3 ล้านเม็ดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ส่วนอัตราการใช้ยาขณะนี้ประมาณ 50,000 เม็ดต่อวัน ซึ่งจะพอใช้ประมาณ 3 เดือน โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการสาธารณสุขได้สั่งองค์การเภสัชกรรม สำรองยาไว้อีก 2 ล้านเม็ด โดยใน กทม. ได้กระจายยาไปยังโรงพยาบาลทุกเครือข่ายรวมถึง รพ.สนาม และฮอสปิเทลด้วย
ส่วนประเด็นระยะเวลาในการรักษาผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาลที่อาจลดลงเหลือ 10 วันนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ติดเชื้อเป็นสำคัญ โดยหลักการให้การรักษาอย่างน้อย 14 วัน หากพื้นที่ใดมีปัญหาด้านการบริหารจัดการเตียง หรือผู้ป่วยได้รับการรักษาจนไม่มีอาการแล้วอย่างน้อย 24 - 48 ชั่วโมง สามารถจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้ตั้งแต่วันที่ 10 เป็นต้นไป แต่ขอให้แยกกักตัวเองต่อที่บ้านต่ออีก 4 วัน ทั้งนี้ ให้ปรับตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่

6 พฤษภาคม 2564-ที่ ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงข่าวการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด 19 กล่าวว่า จากกระแสข่าวการให้ยาฟาวิพิราเวียร์เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อโควิด19 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ห่วงใยถึงข้อกังวลได้มอบให้กรมการแพทย์เร่งชี้แจงแนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อโควิดให้ชัดเจน ซึ่งกรมการแพทย์ได้ร่วมกับคณะผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ศึกษาผลการรักษาโรคโควิดจากการระบาดทั้ง 3 ระลอกรวมทั้งสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาและให้ยาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์แก่ผู้ติดเชื้อให้ดีที่สุด
โดยได้ข้อสรุป ดังนี้ 1.ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการไม่มีโรคร่วมจะยังไม่ให้ยา 2.ผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการ แต่มีโรคร่วมหรือมีปัจจัยเสี่ยงนอกเหนือจากการรักษาตามอาการ สามารถให้ยาต้านไวรัสได้ทันทีตามดุลพินิจของแพทย์ เช่น ผู้ที่มีภาวะอ้วน 3. ผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อยและมีความเสี่ยงหรือมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อยให้ยาฟาวิพิราเวียร์ได้ รวมทั้งให้ยาสเตียรอยด์ในรายที่รุนแรงเพื่อช่วยลดอาการรุนแรงจน ซึ่งพบว่า
ลดการใช้ท่อช่วยหายใจได้มาก และ 4.ผู้ติดเชื้อที่มีอาการปอดอักเสบ ระดับออกซิเจนต่ำกว่า 96% หรือปอดอักเสบรุนแรงให้ยาฟาวิพิราเวียร์ โลพินาเวียร์ หรือริโทนาเวียร์ และสเตียรอยด์ในรายที่รุนแรง
?เราได้ปรับแนวทางการให้ยาที่เร็วขึ้น เน้นในผู้ติดเชื้อที่มีโรคร่วม และตามดุลยพินิจของแพทย์แต่ไม่หว่านแหให้กับทุกคน เนื่องจากยามีผลข้างเคียงและอาจเกิดเชื้อดื้อยาได้ เพราะผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการและไม่มีโรคร่วมส่วนใหญ่อาการจะไม่เปลี่ยนเป็นกลุ่มสีแดง จึงไม่จำเป็นต้องกินยา? นพ.สมศักดิ์กล่าว
สำหรับภาวะโรคร่วมหรือปัจจัยเสี่ยงที่สามารถให้ยาฟาวิพิราเวียร์ได้ แม้ไม่มีอาการ ได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ, โรคไตเรื้อรัง, โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมอง, เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้, ภาวะอ้วน น้ำหนักมากกว่า 90กิโลกรัม, ตับแข็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ น้อยกว่า 1,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และภาวะอื่นๆ ที่แพทย์พิจารณาว่าเป็นภาวะเสี่ยง ทั้งนี้ ยาฟาวิพิราเวียร์ได้กระจายไปทั่วประเทศแล้ว 2 ล้านเม็ด และจะมีเข้ามาอีก 3 ล้านเม็ดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ส่วนอัตราการใช้ยาขณะนี้ประมาณ 50,000 เม็ดต่อวัน ซึ่งจะพอใช้ประมาณ 3 เดือน โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการสาธารณสุขได้สั่งองค์การเภสัชกรรม สำรองยาไว้อีก 2 ล้านเม็ด โดยใน กทม. ได้กระจายยาไปยังโรงพยาบาลทุกเครือข่ายรวมถึง รพ.สนาม และฮอสปิเทลด้วย
ส่วนประเด็นระยะเวลาในการรักษาผู้ติดเชื้อในโรงพยาบาลที่อาจลดลงเหลือ 10 วันนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ติดเชื้อเป็นสำคัญ โดยหลักการให้การรักษาอย่างน้อย 14 วัน หากพื้นที่ใดมีปัญหาด้านการบริหารจัดการเตียง หรือผู้ป่วยได้รับการรักษาจนไม่มีอาการแล้วอย่างน้อย 24 - 48 ชั่วโมง สามารถจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้ตั้งแต่วันที่ 10 เป็นต้นไป แต่ขอให้แยกกักตัวเองต่อที่บ้านต่ออีก 4 วัน ทั้งนี้ ให้ปรับตามสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่
สธ. ปรับแนวทางการให้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ติดเชื้อโควิดเน้นให้ยาเร็วขึ้นในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนเยาวชนค้นหาจุดแข็ง เปลี่ยนพลังของตัวเองเป็นพลังช่วยชีวิต (0 views)
- Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ (34 views)
- จากห้องเรียนสู่โรงงานจริง ดัํ๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการผลิต และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้ม (13 views)
- เอิร์ธฯ ร่วมกับ PIM จัดโครงการ “Together Against Dengue เด็กไทยการ์ดไม่ตก” ปลอดโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ (12 views)
- นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ “Smart Regulation” ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ค (78 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% (25 views)
- รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัย ที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (73 views)
- อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) เปิดตัวแล้วในไทย ส่งมอบทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ (42 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
