หมอเผยผลวิจัยตำรับยาดีของไทย ใช้ลดอาการปวดประจำเดือนได้จริง

แพทย์แผนไทยเผยผลวิจัยตำรับยาประสะไพล สามารถลดอาการปวดประจำเดือนผลเทียบเคียงยาแผนปัจจุบัน ย้ำไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง สนใจการใช้ยาปรึกษาแพทย์แผนไทยได้ที่สถานบริการภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญเป็นยาสามัญประจำบ้าน หาซื้อได้เองตามร้านขายยาไทยทั่วไป
นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ โฆษกกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า อาการปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของหญิงวัยเจริญพันธุ์ผู้หญิงจำนวนมากมักประสบกับปัญหาดังกล่าว ส่วนใหญ่มีอาการปวดท้องก่อนมีประจำเดือน 1 ? 2 วัน และปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนตามมา โดยอาการที่พบมักจะปวดหน่วงหรือปวดเกร็งเล็กน้อยบริเวณท้องน้อยไปจนถึงอาการปวดขั้นรุนแรง และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหลังส่วนล่าง เหงื่อออก ท้องเสียหรือท้องผูก ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนหรือปวดศีรษะ จากภาวะดังกล่าวทางการแพทย์แผนไทยมีตำรับยาสมุนไพรที่ผ่านการวิจัย ใช้ในการรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ คือ ตำรับยาประสะไพล ซึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านและเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้รักษากลุ่มอาการทางสูตินารีเวชวิทยา มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดประจำเดือน แก้ระดูมาไม่ปกติ
จากการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาวิจัยประสิทธิผลและผลข้างเคียงของสารสกัดตำรับยาประสะไพลเปรียบเทียบกับยา Mefenamic acid ในการลดอาการปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ : การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 2 ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า ตำรับยาประสะไพล มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดประจำเดือนได้จริงเทียบเท่ายาแผนปัจจุบัน สามารถใช้ทดแทนกันได้ และไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ฯลฯ เนื่องจากส่วนประกอบในตำรับยาประสะไพล มีสมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น เหง้าไพล ดีปลี ผิวมะกรูด พริกไทย กระเทียม ซึ่งช่วยขับลม ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก จึงไม่ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงต่อผู้ใช้
สำหรับวิธีใช้ยาประสะไพล กรณีปวดประจำเดือน รับประทานครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร ระยะเวลา 3 ? 5 วัน เมื่อระดูมาให้หยุด หรือรับประทานก่อนมีประจำเดือน 2 ? 3 วัน และหยุดยาหลังมีประจำเดือนแล้วสองวัน ห้ามใช้ยาประสะไพลในหญิงตกเลือดหลังคลอด ผู้ที่มีระดูมามากกว่าปกติ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีไข้ สำหรับข้อควรระวัง ให้ระวังการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติของตับหรือไต เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของการบูรจนเกิดพิษได้
ข่าว/ภาพ-กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
