เตือนเด็กเล็กระวังป่วยโรคหัด หลังพบผู้ป่วยเกินครึ่งอายุต่ำกว่า 6 ปี
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
เตือนเด็กเล็กระวังป่วยโรคหัด หลังพบผู้ป่วยเกินครึ่งอายุต่ำกว่า 6 ปี
กรมควบคุมโรค เตือนเด็กเล็กระวังป่วยโรคหัด หลังพบผู้ป่วยเกินครึ่งอายุต่ำกว่า 6 ปี แนะผู้ปกครองนำบุตรหลานรับวัคซีนตามกำหนด
กรมควบคุมโรค เตือนเฝ้าระวังเด็กเล็กป่วยโรคหัด หลังพบเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ป่วยแล้ว 869 ราย คิดเป็นร้อยละ 56.1 ของผู้ป่วยทั้งหมด ชี้โรคหัดติดต่อได้ง่ายจากการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด แนะวิธีป้องกันโรคให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย และพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
1 ธ.ค.59 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคหัดเป็นไข้ออกผื่นที่พบได้ในทุกวัยแต่พบบ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-6 ปี สามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด เชื้อไวรัสจะกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย และเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ จากข้อมูลเฝ้าระวังโรค สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 23 พฤศจิกายน 2559 พบผู้ป่วยโรคหัด 1,548 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต โดยพบผู้ป่วยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี 869 ราย คิดเป็นร้อยละ 56.1 ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี ภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ ภาคใต้
โรคหัดมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้นจะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ผื่นจะขึ้นประมาณวันที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มมีไข้ ไข้จะลดลงเมื่อผื่นกระจายไปทั่วตัวและจางหายไปภายในเวลาประมาณ 14 วัน ผู้ป่วยโรคหัดอาจมีโรคแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง ช่องหูอักเสบ สมองอักเสบและภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหาร หรือขาดวิตามินเอ เมื่อเป็นหัดจะมีความรุนแรงมาก และถ้ามีปอดอักเสบร่วมด้วย อาจทำให้เสียชีวิตได้
สำหรับการรักษาโรคหัด หากมีไข้สูงมากให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับการเช็ดตัว ให้ยาแก้ไอที่เป็นยาขับเสมหะได้เป็นครั้งคราว โดยไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ และให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อนที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ให้วิตามินเสริมโดยเฉพาะวิตามินเอ นอกจากนี้ การป้องกันโรคหัด ทำได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย และฉีดวัคซีนป้องกัน ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนป้องกันโรคหัดในรูปของวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน
กระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้ารณรงค์กำจัดโรคหัดให้เหลือไม่เกิน 1 รายต่อประชากร 1 ล้านคน ภายในปี 2563 ตามเป้าหมายองค์การอนามัยโลก ปัจจุบันแม้ว่าอัตราป่วยโรคหัดในประเทศไทยจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งรัดดำเนินการให้วัคซีนแก่เด็กกลุ่มเป้าหมายและผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดยปัจจุบันกำหนดให้วัคซีนป้องกันโรคหัดแก่เด็กรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน ครั้งที่สองอายุ 2 ปี 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงพบการระบาดโรคหัดเป็นระยะ ซึ่งประชาชนสามารถช่วยให้โครงการกำจัดโรคหัดสำเร็จได้ด้วยการร่วมมือภาครัฐปฏิบัติดังนี้ 1.พาบุตรหลานไปรับวัคซีนตามกำหนดนัดหมายให้ครบถ้วนทุกครั้ง 2.เก็บรักษาสมุดอนามัยแม่และเด็ก(สมุดสีชมพู)ไว้ เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตัวเด็กในการตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนเมื่อเข้าเรียน 3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยและหากสงสัยว่าป่วยด้วยโรคหัดควรไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ประชาชนที่มีความสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
กรมควบคุมโรค เตือนเฝ้าระวังเด็กเล็กป่วยโรคหัด หลังพบเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ป่วยแล้ว 869 ราย คิดเป็นร้อยละ 56.1 ของผู้ป่วยทั้งหมด ชี้โรคหัดติดต่อได้ง่ายจากการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด แนะวิธีป้องกันโรคให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย และพาบุตรหลานไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
1 ธ.ค.59 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคหัดเป็นไข้ออกผื่นที่พบได้ในทุกวัยแต่พบบ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-6 ปี สามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด เชื้อไวรัสจะกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย และเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ จากข้อมูลเฝ้าระวังโรค สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 23 พฤศจิกายน 2559 พบผู้ป่วยโรคหัด 1,548 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต โดยพบผู้ป่วยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 6 ปี 869 ราย คิดเป็นร้อยละ 56.1 ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี ภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ ภาคใต้
โรคหัดมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้นจะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ผื่นจะขึ้นประมาณวันที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มมีไข้ ไข้จะลดลงเมื่อผื่นกระจายไปทั่วตัวและจางหายไปภายในเวลาประมาณ 14 วัน ผู้ป่วยโรคหัดอาจมีโรคแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง ช่องหูอักเสบ สมองอักเสบและภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะในเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหาร หรือขาดวิตามินเอ เมื่อเป็นหัดจะมีความรุนแรงมาก และถ้ามีปอดอักเสบร่วมด้วย อาจทำให้เสียชีวิตได้
สำหรับการรักษาโรคหัด หากมีไข้สูงมากให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับการเช็ดตัว ให้ยาแก้ไอที่เป็นยาขับเสมหะได้เป็นครั้งคราว โดยไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ และให้ผู้ป่วยกินอาหารอ่อนที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ให้วิตามินเสริมโดยเฉพาะวิตามินเอ นอกจากนี้ การป้องกันโรคหัด ทำได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย และฉีดวัคซีนป้องกัน ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้วัคซีนป้องกันโรคหัดในรูปของวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน
กระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้ารณรงค์กำจัดโรคหัดให้เหลือไม่เกิน 1 รายต่อประชากร 1 ล้านคน ภายในปี 2563 ตามเป้าหมายองค์การอนามัยโลก ปัจจุบันแม้ว่าอัตราป่วยโรคหัดในประเทศไทยจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งรัดดำเนินการให้วัคซีนแก่เด็กกลุ่มเป้าหมายและผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดยปัจจุบันกำหนดให้วัคซีนป้องกันโรคหัดแก่เด็กรวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน ครั้งที่สองอายุ 2 ปี 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงพบการระบาดโรคหัดเป็นระยะ ซึ่งประชาชนสามารถช่วยให้โครงการกำจัดโรคหัดสำเร็จได้ด้วยการร่วมมือภาครัฐปฏิบัติดังนี้ 1.พาบุตรหลานไปรับวัคซีนตามกำหนดนัดหมายให้ครบถ้วนทุกครั้ง 2.เก็บรักษาสมุดอนามัยแม่และเด็ก(สมุดสีชมพู)ไว้ เพื่อเป็นหลักฐานสำหรับตัวเด็กในการตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนเมื่อเข้าเรียน 3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยและหากสงสัยว่าป่วยด้วยโรคหัดควรไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ประชาชนที่มีความสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
เตือนเด็กเล็กระวังป่วยโรคหัด หลังพบผู้ป่วยเกินครึ่งอายุต่ำกว่า 6 ปี
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- รู้ทัน ป้องกัน "โรคหัวใจและหลอดเลือด" อาการเตือนและปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (4 views)
- เปิดรายชื่อ Premium Clinic ด้านทันตกรรม เพิ่มทางเลือกประชาชน เข้าถึงบริการทันตกรรมเฉพาะทางคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม (3 views)
- เปิด “คลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ครบวงจร” One Stop Service เพิ่มทางเลือกดูแลสุขภาพก่อนป่วย ด้วยราคาประชาชนเข้าถึงได้ (2 views)
- กินยา 1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี cc - 1 ช้อนชา เท่ากับกี่ ml - 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ กี่ ml กี่ cc หรือ กี่ช้อนชา กี่กรัม (651,282 views)
- ขยายการให้ "วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่" ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง (31 views)
- โรคติดต่อนำโดยแมลงที่พบในประเทศไทย รู้ทัน ป้องกันได้ (8 views)
- เตือนภัยน้ำท่วมอุทกภัย รู้ทัน เตรียมพร้อม ลดการสูญเสีย (9 views)
- "ไม่สูบบุหรี่" ก็เป็นมะเร็งปอดได้ แพทย์เตือนพบผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่วัย 35 ปีเพิ่มขึ้น (15 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Bing [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
