Lien Foundation เรียกร้องรัฐบาลปรับปรุง Quality of Death
- ILoveHealth ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 06 มี.ค. 2012 1:02 pm
Lien Foundation เรียกร้องรัฐบาลปรับปรุง Quality of Death
Lien Foundation เรียกร้องรัฐบาลปรับปรุง Quality of Death พร้อมบรรจุประเด็นการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองให้เป็นส่วนหนึ่งของบริการสุขภาพอย่างครบวงจร
สิงคโปร์--8 ต.ค.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์
จากผลการศึกษาดัชนี 2015 Quality of Death ส่งผลให้องค์กรด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระดับโลกและภูมิภาคเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆดำเนินการตามแนวทางของการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) ว่าด้วยการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง [1] ก่อนที่จะถึงวัน World Hospice and Palliative Care Day ในวันที่ 10 ตุลาคม 2558 นี้
ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ประเทศที่มีรายได้ต่ำบางประเทศซึ่งมีนวัตกรรมและโครงการริเริ่มที่สวนกระแสสามารถทำได้ดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
มูลนิธิ Lien Foundation เรียกร้องให้รัฐบาลและผู้บริหารระดับนโยบายเร่งดำเนินการและปรับปรุงการให้บริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (palliative care) องค์กรด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระดับภูมิภาคและประเทศจากทั่วโลกได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการดำเนินการอันเนื่องมาจากผลการศึกษาที่สำคัญของดัชนี 2015 Quality of Death (QOD) Index ของ Economist Intelligence Unit ได้ชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้:
นโบายและกลยุทธ์ระดับประเทศในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมีความสำคัญสำหรับการขยายขอบเขตการเข้าถึงการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดหลายประเทศมีกรอบการทำงานที่ครอบคลุมซึ่งผนวกรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าไว้ในระบบสาธารณสุข ยกตัวอย่างเช่น ชิลี (อันดับที่ 27) ได้รวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าไว้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศ และมีนโยบายเรื่องการเข้าถึงสารสกัดจากฝิ่น [2]
การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองนั้น ต้องลงทุน แต่ก็ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ ผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า การนำระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมาใช้ตั้งแต่เนิ่นๆจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพลงได้ เรื่องดังกล่าวได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากประเทศที่ได้รับการจัดอันดับสูงๆหลายประเทศ
ถึงแม้ว่าระดับรายได้จะเป็นตัวบ่งชี้ที่แข็งแกร่งถึงการมีและคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง แต่ประเทศที่มีความมั่งคั่งน้อยกว่าก็สามารถที่จะปรับปรุงมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้อย่างรวดเร็ว มองโกเลีย (อันดับที่ 28) ปานามา (อันดับที่ 31) และยูกันดา (อันดับที่ 35) ได้ยกระดับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองผ่านทางนวัตกรรมและโครงการริเริ่มภายใต้การนำโดยภาคเอกชน
อุปสงค์ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบางประเทศที่ไม่มีความพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว ประเทศอย่างฮังการี (อันดับที่ 41) กรีซ (อันดับที่ 56) และจีน (อันดับที่ 71) มีอุปทานที่จำกัดแต่อุปสงค์ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศเหล่านี้ต้องลงทุนเชิงรุกเพื่อตอบสนองกับความต้องการของภาคสาธารณะ
การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นเรื่องที่สำคัญในการเพิ่มการรับรู้และสนับสนุนการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องความตาย ไต้หวัน (อันดับที่ 6) ประสบความสำเร็จในการใช้กระแสหลักและโซเชียลมีเดียในการเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
ด้วยผลการศึกษาดังกล่าว บุคคลที่ทุ่มเทด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองทั่วโลกได้เรียกร้องให้ผู้บริหารระดับนนโยบายใช้วิธีการเชิงรุกตามแนวทางของ WHA ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองซึ่งผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม 2014 World Health Assembly แนวทางดังกล่าวกำหนดให้การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี ความสะดวกสบาย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แนวทางนี้ยังได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกดำเนินการดังต่อไปนี้:
ผนวกรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าไว้ในนโยบายและงบประมาณด้านบริการสุขภาพ
ผนวกรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองไว้ในระบบสาธารณสุข
รับประกันว่าได้มีการรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองไว้ในระบบการศึกษาพื้นฐานและการอบรมอย่างต่อเนื่องสำหรับเจ้าหน้าที่บริการสุขภาพ
จัดหาอุปทานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่จำเป็นทั้งหมดให้พอเพียง ซึ่งรวมถึงยารักษาอาการเจ็บปวดรุนแรงให้กับผู้ป่วยทุกราย
ประเทศสมาชิกทั้งหมดจะต้องรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการตามแนวทางก่อนที่ผู้อำนวยการจะรายงานต่อที่ประชุม World Health Assembly ในปี 2559 [3] ครั้งต่อไป
ดัชนี 2015 QOD Index ซึ่งบริหารจัดการโดยมูลนิธิ Lien Foundation องค์กรการกุศลของสิงคโปร์นั้น เป็นการจัดอันดับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองใน 80 ประเทศที่ได้รับการเพิ่มเติมและผ่านการปรับปรุงทบทวนมาแล้ว ซึ่งต่อยอดจากผลการศึกษาที่ได้มีการเปิดเผยเป็นครั้งแรกในปี 2553 [4] ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกว่า 120 ราย "การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจะต้องเป็นเสาหลักขั้นพื้นฐานของบริการสุขภาพพื้นฐานเพื่อมนุษยธรรม ภายใต้หน้าที่บรรเทาทุกข์และความเจ็บปวด" มร.ลี โพห์ วาห์ (Mr. Lee Poh Wah ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lien Foundation กล่าว "เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะทำความเข้าใจและขจัดอุปสรรคที่ฝังรากอยู่ในระบบ สถาบันสาธารณสุข และแนวทางปฏิบัติด้านวัฒนธรรมของเรา รวมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐบาลต่างๆเพิ่มความรับผิดชอบเรื่องการปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ใกล้จะเสียชีวิต"
ในขณะที่ผลการจัดอันดับ QOD ล่าสุดบ่งชี้ถึงผลกระทบเชิงบวกของการแทรกแซงด้านนโยบายและการมีส่วนร่วมของประชาชนในบางประเทศ แต่ก็ยังมีงานที่ต้องทำอีกมากสำหรับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองทั่วโลก ผลการประเมินบ่งชี้ว่า ผู้ที่ต้องการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในสัดส่วนที่ต่ำกว่า 10% ได้รับการดูแลในรูปแบบดังกล่าว [5] นอกจากนี้ สัดส่วนของประชากรสูงอายุและผู้ป่วยมะเร็งก็เพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศ ดัชนียังตอกย้ำด้วยว่า แม้แต่ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดก็ "ประสบปัญหาในการให้บริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่เพียงพอสำหรับพลเรือนทุกๆคน" [6]
พื้นฐานในการผนวกรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าไว้ในระบบการดูแลสุขภาพ
"ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือระบบการดูแลสุขภาพของเราที่ถูกออกแบบมา เพื่อบริการรักษาโรคที่รุนแรง แต่สิ่งที่เราต้องการคือการดูแลรักษาในระยะยาว สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในเกือบจะทุกที่ทั่วโลก" ดร.สตีเฟน คอนเนอร์ (Dr. Stephen Connor) พันธมิตรอาวุโสของ Worldwide Hospice Palliative Care Alliance กล่าว สถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้หากประเทศต่างๆได้กำหนดนโยบายแห่งชาติเพื่อรวมระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองไว้ในระบบสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ (อันดับที่ 9) มีค่าใช้จ่ายสูงในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองผ่านทางการเบิกจ่ายจากกองทุนของรัฐบาลสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชื่อ Medicare [7] สหรัฐฯยังมี Care Planning Act ที่ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเรื่องการยุติการมีชีวิต ในขณะที่ประเทศอื่นๆที่มีความมั่งคั่งน้อยกว่า เช่น มองโกเลีย และแอฟริกาใต้ได้รับประโยชน์จากการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง มองโกเลียซึ่งได้รับการจัดอันดับที่ 28 และประสบความสำเร็จในการรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายสุขภาพและสวัสดิการสังคม และโครงการควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ แอฟริกาใต้ (อันดับที่ 34) มีรูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแบบผนวกรวมสูง เนื่องจากความเคลื่อนไหวในเรื่องการดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายของประเทศ
การเผยแพร่ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะต้องได้รับความรู้และการฝึกอบรมที่ดีขึ้นในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาอย่างครอบคลุมตลอดทั้งชีวิต "เรื่องดังกล่าวอาจจะใช้ระยะเวลานานในการเปลี่ยนแปลง" ดร.ชีลา เพย์น(Dr. Sheila Payne) ประธานสมาคมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของยุโรป (2554-2558) กล่าว "แต่หากทุกคนมีพื้นฐานการศึกษาในเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ก็จะไม่มีใครไม่เข้าใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาความเจ็บปวด วิธีการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว การดูแลทางด้านจิตวิทยา สังคม และจิตวิญญาณ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ไม่ใช่ส่วนที่เข้ามาเสริมพิเศษ"
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความต้องการในเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศ เช่น จีน (อันดับที่ 71) อินเดีย (อันดับที่ 67) และฟิลิปปินส์ (อันดับที่ 78) ดร.ซินเทีน โกห์ (Dr. Cynthia Goh) ประธานเครือข่าย Asia Pacific Hospice Palliative Care Network แสดงความเห็นว่า "เอเชียมีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งรวมถึงสองประเทศที่มีจำนวนประชากรมหาศาล ได้แก่ จีนและอินเดีย ช่องว่างของการจัดเตรียมและความจำเป็นในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในประเทศเหล่านี้จึงมีอยู่สูงมาก นอกจากนี้ ประชากรในจีนสูงวัยเพิ่มขึ้นและทั้งสองประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กับจำนวนโรคไม่ติดต่อที่สูงขึ้น เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน"
ความจำเป็นในการรับประกันความพอเพียงของอุปทานยาบรรเทาอาการเจ็บปวด
อย่างไรก็ดี เราสามารถเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้อีกเล็กน้อยโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาระงับปวดประเภทฝิ่น มร.เอ็มมานูเอล ลูยีรีกา (Mr. Emmanuel Luyirika) ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแอฟริกัน กล่าวว่า "ความเจ็บปวดคือสาเหตุหลักของความทรมานสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองหลายราย การบริหารจัดการความเจ็บปวดคือหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองอย่างมีคุณภาพ การขาดแคลนและไม่สามารถเข้าถึงยาระงับปวดที่ได้ผลเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาระงับปวดประเภทฝิ่น ยังคงเป็นอุปสรรคในการรักษาดังกล่าว ดังนั้นจะต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อรับประกันการเข้าถึงสำหรับทุกๆคน"
EIU รายงานว่า มีเพียง 33 ประเทศจาก 80 ประเทศที่ได้รับการสำรวจที่สามารถเข้าถึงและมียาระงับปวดประเภทฝิ่นได้อย่างเสรี ในขณะที่อุปสรรคในการใช้ยาระงับปวด ซึ่งครอบคลุมถึงข้อห้าม กฎหมาย การขาดการฝึกอบรมและการรับรู้ รวมไปถึงข้อห้ามทางสังคม กว่า 90% ของการใช้ยาระงับปวดประเภทฝิ่นทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศอพัฒนาแล้วเพียงไม่กี่ประเทศ ในขณะที่ 80% ของประเทศทั้งหมดมีสัดส่วนการเข้าถึงต่ำหรือถูกจำกัดการใช้ยาดังกล่าว [8]
การลงทุนเพื่อการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
การผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรสำหรับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมากขึ้นนั้น ดร.เจมส์ ทัลส์กี (Dr. James Tulsky) ประธานฝ่ายจิตวิทยาเนื้องอกวิทยาและการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแห่งสถาบันมะเร็งดานา-ฟาร์เบอร์(Dana-Farber Cancer Institute) และประธานฝ่ายการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของโรงพยาบาล Brigham and Women ในสหรัฐฯ กล่าวว่า "การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเป็นหนึ่งในโอกาสที่หาได้ยากที่เราจะสามารถทำได้ดีด้วยการทำความดี มีหลักฐานบ่งชี้ว่า เราสามารถเพิ่มคุณภาพและแม้กระทั่งปริมาณของชีวิต ในขณะที่ลดต้นทุนลงได้" ถึงแม้ว่าการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจะใช้เงินลงทุนสูง แต่ก็จะได้ประโยชน์จากการลดต้นทุนด้านบริการสุขภาพลง [9] ยกตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้พบว่า หากมีการดำเนินการด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะรุนแรงภายใน 2 วันภายหลังการวินิจฉัย จะสามารถนำไปสู่การลดต้นทุนได้มากถึง 24% ผลการศึกษา QOD บ่งชี้ว่า "การเปลี่ยนจากการแทรกแซงด้านสุขภาพที่สามารถรักษาได้อย่างเข้มงวดไปสู่การบริหารจัดการความเจ็บปวดและอาการแบบองค์รวมสามารถลดภาระให้กับระบบการดูแลสุขภาพ และลดการใช้วิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงแต่ไร้ประโยชน์"
ดร.คอนเนอร์ กล่าวสรุปว่า "แนวทางการเสริมความเข้มแข็งให้กับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของที่ประชุม 2014 World Health Assembly เป็นการพัฒนาที่สำคัญที่สุดสำหรับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองทั่วโลกเท่าที่เคยมีมา อาจจะนับตั้งแต่ที่ได้มีการเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวของเรา ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับประเทศต่างๆและองค์การอนามัยโลกที่จะผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในการวางรากฐานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งยังมีความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองอีกมาก"
ดัชนี 2015 Quality of Death Index ของ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิท (Economist Intelligence Unit) หรือ EIU ซึ่งครอบคลุม 80 ประเทศและใช้ดัชนีชีวัดทั้งคุณภาพและปริมาณ 20 รายการใน 5 ประเภท อันได้แก่ การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและสภาพแวดล้อมบริการสุขภาพ ทรัพยากรมนุษย์ ความสามารถในการรักษา คุณภาพของการรักษา และระดับการมีส่วนร่วมของสังคม
เกี่ยวกับมูลนิธิ Lien Foundation ( www.lienfoundation.org )
มูลนิธิ Lien Foundation เป็นองค์กรเพื่อการกุศลของสิงคโปร์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องโมเดลการกุศลเชิงรุก มูลนิธิ Lien Foundation ได้ลงทุนในโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรม รวบรวมพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และเร่งดำเนินการที่เป็นความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม Lien Foundation ต้องการที่จะสนับสนุนการศึกษาตั้งแต่วัยเด็ก ความเป็นเลิศด้านการดูแลผู้สูงอายุ และสภาพแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนในเรื่องน้ำและอนามัย ในส่วนของการดูแลผู้สูงอายุนั้น Lien Foundation ให้ความสำคัญกับโครงการดูแลจนถึงขั้นสิ้นลมหายใจ ผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น การจัดทำดัชนี Quality of Death index เมื่อปี 2553 เป็นครั้งแรกของโลกและการแข่งขัน Design for Death เกี่ยวกับนวัตกรรมการดูแลเรื่องการเสียชีวิต มูลนิธิยังเสริมความเป็นผู้นำด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและศักยภาพในประเทศกำลังพัฒนาผ่านทางโครงการ Lien Collaborative For Palliative Care ด้วยการเป็นพันธมิตรกับเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายและการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในเอเชียแปซิฟิก
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.qualityofdeath.org
สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ:
Genevieve Kuek
Qeren Communications
อีเมล: gen@qeren.biz
โทร: +65-9763-3110
May Tan
Qeren Communications
อีเมล: may@qeren.biz
โทร: +65-9791-3059
[1]
The World Health Assembly, a decision-making body of the WHO comprised of representatives of its member states, passed the Resolution.
[2]
Brenda Cameron and Anna Santos Salas, "Understanding the Provision of Palliative Care in the Context of Primary Health Care: Qualitative research findings from a pilot study in a community setting in Chile", Journal of Palliative Care, vol. 25 no. 4, 275-283, 2009. สามารถดาวน์โหลดได้ที่http://uofa.ualberta.ca/nursing/-/media ... ssalas.pdf
[3]
http://apps.who.int/gb/ebwha/pdf_files/ ... R19-en.pdf
[4]
The inaugural Quality of Death Index sparked policy debates over the provision of palliative care across the world. The 2015 Index has an expanded range of 20 indicators in 5 categories: palliative and healthcare environment; human resources; the affordability of care; the quality of care; and level of community engagement.
[5]
Global Atlas of Palliative Care at the End of Life, Worldwide Hospice Palliative Care Alliance and World Health Organization, January 2014. สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.who.int/nmh/Global_Atlas_of_ ... e_Care.pdf
[6]
2015 Quality of Death index, The Economist Intelligence Unit
[7]
Medicare is the US federal programme providing health insurance coverage to all individuals over the age of 65.
[8]
Global Atlas of Palliative Care at the End of Life, Worldwide Hospice Palliative Care Alliance and World Health Organization, January 2014. สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.who.int/nmh/Global_Atlas_of_ ... e_Care.pdf
[9]
Peter May et al, Prospective Cohort Study of Hospital Palliative Care Teams for Inpatients With Advanced Cancer: Earlier Consultation Is Associated With Larger Cost-Saving Effect, Journal of Clinical Oncology, June 2015.
สิงคโปร์--8 ต.ค.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์
จากผลการศึกษาดัชนี 2015 Quality of Death ส่งผลให้องค์กรด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระดับโลกและภูมิภาคเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่างๆดำเนินการตามแนวทางของการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) ว่าด้วยการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง [1] ก่อนที่จะถึงวัน World Hospice and Palliative Care Day ในวันที่ 10 ตุลาคม 2558 นี้
ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ประเทศที่มีรายได้ต่ำบางประเทศซึ่งมีนวัตกรรมและโครงการริเริ่มที่สวนกระแสสามารถทำได้ดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
มูลนิธิ Lien Foundation เรียกร้องให้รัฐบาลและผู้บริหารระดับนโยบายเร่งดำเนินการและปรับปรุงการให้บริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (palliative care) องค์กรด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระดับภูมิภาคและประเทศจากทั่วโลกได้เน้นย้ำถึงความเร่งด่วนในการดำเนินการอันเนื่องมาจากผลการศึกษาที่สำคัญของดัชนี 2015 Quality of Death (QOD) Index ของ Economist Intelligence Unit ได้ชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้:
นโบายและกลยุทธ์ระดับประเทศในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมีความสำคัญสำหรับการขยายขอบเขตการเข้าถึงการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดหลายประเทศมีกรอบการทำงานที่ครอบคลุมซึ่งผนวกรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าไว้ในระบบสาธารณสุข ยกตัวอย่างเช่น ชิลี (อันดับที่ 27) ได้รวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าไว้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศ และมีนโยบายเรื่องการเข้าถึงสารสกัดจากฝิ่น [2]
การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองนั้น ต้องลงทุน แต่ก็ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพ ผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า การนำระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมาใช้ตั้งแต่เนิ่นๆจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพลงได้ เรื่องดังกล่าวได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากประเทศที่ได้รับการจัดอันดับสูงๆหลายประเทศ
ถึงแม้ว่าระดับรายได้จะเป็นตัวบ่งชี้ที่แข็งแกร่งถึงการมีและคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง แต่ประเทศที่มีความมั่งคั่งน้อยกว่าก็สามารถที่จะปรับปรุงมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้อย่างรวดเร็ว มองโกเลีย (อันดับที่ 28) ปานามา (อันดับที่ 31) และยูกันดา (อันดับที่ 35) ได้ยกระดับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองผ่านทางนวัตกรรมและโครงการริเริ่มภายใต้การนำโดยภาคเอกชน
อุปสงค์ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบางประเทศที่ไม่มีความพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว ประเทศอย่างฮังการี (อันดับที่ 41) กรีซ (อันดับที่ 56) และจีน (อันดับที่ 71) มีอุปทานที่จำกัดแต่อุปสงค์ด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศเหล่านี้ต้องลงทุนเชิงรุกเพื่อตอบสนองกับความต้องการของภาคสาธารณะ
การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นเรื่องที่สำคัญในการเพิ่มการรับรู้และสนับสนุนการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องความตาย ไต้หวัน (อันดับที่ 6) ประสบความสำเร็จในการใช้กระแสหลักและโซเชียลมีเดียในการเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
ด้วยผลการศึกษาดังกล่าว บุคคลที่ทุ่มเทด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองทั่วโลกได้เรียกร้องให้ผู้บริหารระดับนนโยบายใช้วิธีการเชิงรุกตามแนวทางของ WHA ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองซึ่งผ่านความเห็นชอบของที่ประชุม 2014 World Health Assembly แนวทางดังกล่าวกำหนดให้การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเป็นพื้นฐานในการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี ความสะดวกสบาย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แนวทางนี้ยังได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกดำเนินการดังต่อไปนี้:
ผนวกรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าไว้ในนโยบายและงบประมาณด้านบริการสุขภาพ
ผนวกรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองไว้ในระบบสาธารณสุข
รับประกันว่าได้มีการรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองไว้ในระบบการศึกษาพื้นฐานและการอบรมอย่างต่อเนื่องสำหรับเจ้าหน้าที่บริการสุขภาพ
จัดหาอุปทานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่จำเป็นทั้งหมดให้พอเพียง ซึ่งรวมถึงยารักษาอาการเจ็บปวดรุนแรงให้กับผู้ป่วยทุกราย
ประเทศสมาชิกทั้งหมดจะต้องรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการตามแนวทางก่อนที่ผู้อำนวยการจะรายงานต่อที่ประชุม World Health Assembly ในปี 2559 [3] ครั้งต่อไป
ดัชนี 2015 QOD Index ซึ่งบริหารจัดการโดยมูลนิธิ Lien Foundation องค์กรการกุศลของสิงคโปร์นั้น เป็นการจัดอันดับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองใน 80 ประเทศที่ได้รับการเพิ่มเติมและผ่านการปรับปรุงทบทวนมาแล้ว ซึ่งต่อยอดจากผลการศึกษาที่ได้มีการเปิดเผยเป็นครั้งแรกในปี 2553 [4] ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกว่า 120 ราย "การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจะต้องเป็นเสาหลักขั้นพื้นฐานของบริการสุขภาพพื้นฐานเพื่อมนุษยธรรม ภายใต้หน้าที่บรรเทาทุกข์และความเจ็บปวด" มร.ลี โพห์ วาห์ (Mr. Lee Poh Wah ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lien Foundation กล่าว "เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะทำความเข้าใจและขจัดอุปสรรคที่ฝังรากอยู่ในระบบ สถาบันสาธารณสุข และแนวทางปฏิบัติด้านวัฒนธรรมของเรา รวมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐบาลต่างๆเพิ่มความรับผิดชอบเรื่องการปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วยที่ใกล้จะเสียชีวิต"
ในขณะที่ผลการจัดอันดับ QOD ล่าสุดบ่งชี้ถึงผลกระทบเชิงบวกของการแทรกแซงด้านนโยบายและการมีส่วนร่วมของประชาชนในบางประเทศ แต่ก็ยังมีงานที่ต้องทำอีกมากสำหรับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองทั่วโลก ผลการประเมินบ่งชี้ว่า ผู้ที่ต้องการการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในสัดส่วนที่ต่ำกว่า 10% ได้รับการดูแลในรูปแบบดังกล่าว [5] นอกจากนี้ สัดส่วนของประชากรสูงอายุและผู้ป่วยมะเร็งก็เพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศ ดัชนียังตอกย้ำด้วยว่า แม้แต่ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดก็ "ประสบปัญหาในการให้บริการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองที่เพียงพอสำหรับพลเรือนทุกๆคน" [6]
พื้นฐานในการผนวกรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าไว้ในระบบการดูแลสุขภาพ
"ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือระบบการดูแลสุขภาพของเราที่ถูกออกแบบมา เพื่อบริการรักษาโรคที่รุนแรง แต่สิ่งที่เราต้องการคือการดูแลรักษาในระยะยาว สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในเกือบจะทุกที่ทั่วโลก" ดร.สตีเฟน คอนเนอร์ (Dr. Stephen Connor) พันธมิตรอาวุโสของ Worldwide Hospice Palliative Care Alliance กล่าว สถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้หากประเทศต่างๆได้กำหนดนโยบายแห่งชาติเพื่อรวมระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองไว้ในระบบสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ (อันดับที่ 9) มีค่าใช้จ่ายสูงในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองผ่านทางการเบิกจ่ายจากกองทุนของรัฐบาลสำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในชื่อ Medicare [7] สหรัฐฯยังมี Care Planning Act ที่ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเรื่องการยุติการมีชีวิต ในขณะที่ประเทศอื่นๆที่มีความมั่งคั่งน้อยกว่า เช่น มองโกเลีย และแอฟริกาใต้ได้รับประโยชน์จากการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง มองโกเลียซึ่งได้รับการจัดอันดับที่ 28 และประสบความสำเร็จในการรวมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายสุขภาพและสวัสดิการสังคม และโครงการควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ แอฟริกาใต้ (อันดับที่ 34) มีรูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแบบผนวกรวมสูง เนื่องจากความเคลื่อนไหวในเรื่องการดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายของประเทศ
การเผยแพร่ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะต้องได้รับความรู้และการฝึกอบรมที่ดีขึ้นในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาอย่างครอบคลุมตลอดทั้งชีวิต "เรื่องดังกล่าวอาจจะใช้ระยะเวลานานในการเปลี่ยนแปลง" ดร.ชีลา เพย์น(Dr. Sheila Payne) ประธานสมาคมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของยุโรป (2554-2558) กล่าว "แต่หากทุกคนมีพื้นฐานการศึกษาในเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ก็จะไม่มีใครไม่เข้าใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาความเจ็บปวด วิธีการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว การดูแลทางด้านจิตวิทยา สังคม และจิตวิญญาณ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ไม่ใช่ส่วนที่เข้ามาเสริมพิเศษ"
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความต้องการในเรื่องการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศ เช่น จีน (อันดับที่ 71) อินเดีย (อันดับที่ 67) และฟิลิปปินส์ (อันดับที่ 78) ดร.ซินเทีน โกห์ (Dr. Cynthia Goh) ประธานเครือข่าย Asia Pacific Hospice Palliative Care Network แสดงความเห็นว่า "เอเชียมีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งรวมถึงสองประเทศที่มีจำนวนประชากรมหาศาล ได้แก่ จีนและอินเดีย ช่องว่างของการจัดเตรียมและความจำเป็นในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในประเทศเหล่านี้จึงมีอยู่สูงมาก นอกจากนี้ ประชากรในจีนสูงวัยเพิ่มขึ้นและทั้งสองประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กับจำนวนโรคไม่ติดต่อที่สูงขึ้น เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน"
ความจำเป็นในการรับประกันความพอเพียงของอุปทานยาบรรเทาอาการเจ็บปวด
อย่างไรก็ดี เราสามารถเพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองได้อีกเล็กน้อยโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาระงับปวดประเภทฝิ่น มร.เอ็มมานูเอล ลูยีรีกา (Mr. Emmanuel Luyirika) ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแอฟริกัน กล่าวว่า "ความเจ็บปวดคือสาเหตุหลักของความทรมานสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองหลายราย การบริหารจัดการความเจ็บปวดคือหัวใจสำคัญของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองอย่างมีคุณภาพ การขาดแคลนและไม่สามารถเข้าถึงยาระงับปวดที่ได้ผลเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาระงับปวดประเภทฝิ่น ยังคงเป็นอุปสรรคในการรักษาดังกล่าว ดังนั้นจะต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อรับประกันการเข้าถึงสำหรับทุกๆคน"
EIU รายงานว่า มีเพียง 33 ประเทศจาก 80 ประเทศที่ได้รับการสำรวจที่สามารถเข้าถึงและมียาระงับปวดประเภทฝิ่นได้อย่างเสรี ในขณะที่อุปสรรคในการใช้ยาระงับปวด ซึ่งครอบคลุมถึงข้อห้าม กฎหมาย การขาดการฝึกอบรมและการรับรู้ รวมไปถึงข้อห้ามทางสังคม กว่า 90% ของการใช้ยาระงับปวดประเภทฝิ่นทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศอพัฒนาแล้วเพียงไม่กี่ประเทศ ในขณะที่ 80% ของประเทศทั้งหมดมีสัดส่วนการเข้าถึงต่ำหรือถูกจำกัดการใช้ยาดังกล่าว [8]
การลงทุนเพื่อการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
การผลักดันให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรสำหรับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองมากขึ้นนั้น ดร.เจมส์ ทัลส์กี (Dr. James Tulsky) ประธานฝ่ายจิตวิทยาเนื้องอกวิทยาและการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแห่งสถาบันมะเร็งดานา-ฟาร์เบอร์(Dana-Farber Cancer Institute) และประธานฝ่ายการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของโรงพยาบาล Brigham and Women ในสหรัฐฯ กล่าวว่า "การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองเป็นหนึ่งในโอกาสที่หาได้ยากที่เราจะสามารถทำได้ดีด้วยการทำความดี มีหลักฐานบ่งชี้ว่า เราสามารถเพิ่มคุณภาพและแม้กระทั่งปริมาณของชีวิต ในขณะที่ลดต้นทุนลงได้" ถึงแม้ว่าการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองจะใช้เงินลงทุนสูง แต่ก็จะได้ประโยชน์จากการลดต้นทุนด้านบริการสุขภาพลง [9] ยกตัวอย่างเช่น ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้พบว่า หากมีการดำเนินการด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะรุนแรงภายใน 2 วันภายหลังการวินิจฉัย จะสามารถนำไปสู่การลดต้นทุนได้มากถึง 24% ผลการศึกษา QOD บ่งชี้ว่า "การเปลี่ยนจากการแทรกแซงด้านสุขภาพที่สามารถรักษาได้อย่างเข้มงวดไปสู่การบริหารจัดการความเจ็บปวดและอาการแบบองค์รวมสามารถลดภาระให้กับระบบการดูแลสุขภาพ และลดการใช้วิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงแต่ไร้ประโยชน์"
ดร.คอนเนอร์ กล่าวสรุปว่า "แนวทางการเสริมความเข้มแข็งให้กับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของที่ประชุม 2014 World Health Assembly เป็นการพัฒนาที่สำคัญที่สุดสำหรับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองทั่วโลกเท่าที่เคยมีมา อาจจะนับตั้งแต่ที่ได้มีการเริ่มต้นของความเคลื่อนไหวของเรา ซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญสำหรับประเทศต่างๆและองค์การอนามัยโลกที่จะผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในการวางรากฐานการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งยังมีความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองอีกมาก"
ดัชนี 2015 Quality of Death Index ของ อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิท (Economist Intelligence Unit) หรือ EIU ซึ่งครอบคลุม 80 ประเทศและใช้ดัชนีชีวัดทั้งคุณภาพและปริมาณ 20 รายการใน 5 ประเภท อันได้แก่ การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและสภาพแวดล้อมบริการสุขภาพ ทรัพยากรมนุษย์ ความสามารถในการรักษา คุณภาพของการรักษา และระดับการมีส่วนร่วมของสังคม
เกี่ยวกับมูลนิธิ Lien Foundation ( www.lienfoundation.org )
มูลนิธิ Lien Foundation เป็นองค์กรเพื่อการกุศลของสิงคโปร์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องโมเดลการกุศลเชิงรุก มูลนิธิ Lien Foundation ได้ลงทุนในโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรม รวบรวมพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และเร่งดำเนินการที่เป็นความท้าทายทางสังคมและสิ่งแวดล้อม Lien Foundation ต้องการที่จะสนับสนุนการศึกษาตั้งแต่วัยเด็ก ความเป็นเลิศด้านการดูแลผู้สูงอายุ และสภาพแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืนในเรื่องน้ำและอนามัย ในส่วนของการดูแลผู้สูงอายุนั้น Lien Foundation ให้ความสำคัญกับโครงการดูแลจนถึงขั้นสิ้นลมหายใจ ผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น การจัดทำดัชนี Quality of Death index เมื่อปี 2553 เป็นครั้งแรกของโลกและการแข่งขัน Design for Death เกี่ยวกับนวัตกรรมการดูแลเรื่องการเสียชีวิต มูลนิธิยังเสริมความเป็นผู้นำด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและศักยภาพในประเทศกำลังพัฒนาผ่านทางโครงการ Lien Collaborative For Palliative Care ด้วยการเป็นพันธมิตรกับเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยวาระสุดท้ายและการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในเอเชียแปซิฟิก
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.qualityofdeath.org
สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ:
Genevieve Kuek
Qeren Communications
อีเมล: gen@qeren.biz
โทร: +65-9763-3110
May Tan
Qeren Communications
อีเมล: may@qeren.biz
โทร: +65-9791-3059
[1]
The World Health Assembly, a decision-making body of the WHO comprised of representatives of its member states, passed the Resolution.
[2]
Brenda Cameron and Anna Santos Salas, "Understanding the Provision of Palliative Care in the Context of Primary Health Care: Qualitative research findings from a pilot study in a community setting in Chile", Journal of Palliative Care, vol. 25 no. 4, 275-283, 2009. สามารถดาวน์โหลดได้ที่http://uofa.ualberta.ca/nursing/-/media ... ssalas.pdf
[3]
http://apps.who.int/gb/ebwha/pdf_files/ ... R19-en.pdf
[4]
The inaugural Quality of Death Index sparked policy debates over the provision of palliative care across the world. The 2015 Index has an expanded range of 20 indicators in 5 categories: palliative and healthcare environment; human resources; the affordability of care; the quality of care; and level of community engagement.
[5]
Global Atlas of Palliative Care at the End of Life, Worldwide Hospice Palliative Care Alliance and World Health Organization, January 2014. สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.who.int/nmh/Global_Atlas_of_ ... e_Care.pdf
[6]
2015 Quality of Death index, The Economist Intelligence Unit
[7]
Medicare is the US federal programme providing health insurance coverage to all individuals over the age of 65.
[8]
Global Atlas of Palliative Care at the End of Life, Worldwide Hospice Palliative Care Alliance and World Health Organization, January 2014. สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.who.int/nmh/Global_Atlas_of_ ... e_Care.pdf
[9]
Peter May et al, Prospective Cohort Study of Hospital Palliative Care Teams for Inpatients With Advanced Cancer: Earlier Consultation Is Associated With Larger Cost-Saving Effect, Journal of Clinical Oncology, June 2015.
Lien Foundation เรียกร้องรัฐบาลปรับปรุง Quality of Death
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนเยาวชนค้นหาจุดแข็ง เปลี่ยนพลังของตัวเองเป็นพลังช่วยชีวิต (0 views)
- Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ (34 views)
- จากห้องเรียนสู่โรงงานจริง ดัํ๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการผลิต และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้ม (14 views)
- เอิร์ธฯ ร่วมกับ PIM จัดโครงการ “Together Against Dengue เด็กไทยการ์ดไม่ตก” ปลอดโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ (13 views)
- นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ “Smart Regulation” ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ค (78 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% (26 views)
- รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัย ที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (73 views)
- อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) เปิดตัวแล้วในไทย ส่งมอบทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ (42 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Apple [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
