การลงทะเบียนผู้ป่วยโรคหัวใจ AF เผยข้อมูลของกลุ่มผู้ป่วยใหม่
- ILoveHealth ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 06 มี.ค. 2012 1:02 pm
การลงทะเบียนผู้ป่วยโรคหัวใจ AF เผยข้อมูลของกลุ่มผู้ป่วยใหม่
ลอนดอน--1 ก.ย.--พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์
- ข้อมูลเวชระเบียนจาก GARFIELD-AF ที่สมบูรณ์และครอบคลุม ได้ถูกนำเสนอ ณ การประชุม ESC Congress 2015 เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการรักษาโรค AF ในชีวิตจริงทั่วโลก
ผลการศึกษาระยะเวลา 2 ปีจาก Global Anticoagulant Registry in the Field - Atrial Fibrillation (GARFIELD-AF) ที่ได้รับการนำเสนอในการประชุม ESC Congress 2015 เผยให้เห็นว่า การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (all-cause death) เป็นผลพวงที่พบมากที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF จำนวนกว่า 17,000 ราย ซึ่งพบมากกว่าโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะเลือดออกรุนแรง โดยผลการศึกษาระยะเวลา 2 ปีจากรุ่น 1 และรุ่น 2 ได้แสดงให้เห็นถึงอัตราการเสียชีวิตที่ 3.83% ต่อปีคน (person year) เมื่อเทียบกับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่ 1.25% ต่อปีคน และการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงที่ 0.70% ต่อปีคน[1]
(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20150827/261748LOGO )
ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาเพิ่มเติมระยะเวลา 1 ปี ในผู้ป่วย AF รุ่นที่ 1-3 จำนวนกว่า 28,0000 ราย ยังแสดงให้เห็นว่า โรคที่เกิดร่วม (comorbidity) มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิต การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรง โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรงและผู้มีประวัติกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดร่วมด้วย จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มประชากรโดยทั่วไปอย่างมาก (9.4% และ 6.9% ตามลำดับ เทียบกับ 4.0%)[1] ศาสตราจารย์แซม โกลด์ฮาเบอร์ จาก Harvard Medical School และ Brigham and Women's Hospital กล่าวว่า "ข้อมูลจาก GARFIELD-AF บ่งชี้ถึงบทบาทความสำคัญของโรคร่วมในการคาดการณ์ผลการรักษาผู้ป่วย ทั้งยังช่วยให้แพทย์มีแนวทางในการรักษาโรค AF ด้วย ผลลัพธ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า แพทย์ควรจะพิจารณาเพิ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดให้กับผู้ป่วย AF ที่มีโรคร่วมเหล่านี้"
ข้อมูลเชิงลึกจากผู้ป่วย AF เกือบ 40,000 รายจากการวิจัย GARFIELD-AF ทั้ง 4 รุ่น ระหว่างปี 2553-2558 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาโรค AF ทั่วโลก โดยผู้ป่วยที่เริ่มรับการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองนั้น เพิ่มขึ้นจาก 57.4% เป็น 71.1% ส่วนการใช้ยา Vitamin K Antagonist (VKA) และยาต้านเกล็ดเลือด (อย่างใดอย่างหนึ่งหรือร่วมกัน) ลดลงจาก 83.4% มาอยู่ที่ 50.6% ในขณะที่การใช้ยา Non-vitamin K Antagonist Oral Anticoagulant (NOAC) อย่างเดียวหรือร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด เพิ่มขึ้นจาก 4.1% เป็น 37.0%[1] ศาสตราจารย์ศัลยศาสตร์ เอเจย์ แคักคาร์ จาก University College London และผู้อำนวยการสถาบัน Thrombosis Research Institute กล่าวว่า "วิวัฒนาการของรูปแบบการรักษามีความสอดคล้องกับการนำเอานวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่ยังเหลืออยู่ก็คือ การสร้างความมั่นใจว่าผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม"
ศาสตราจารย์จอห์น คัมม์ จาก St George's University ในลอนดอน ได้อธิบายถึงรูปแบบการรักษาที่พบใน GARFIELD-AF เพิ่มเติมว่า "เราจะเห็นได้ว่ามีการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างเหมาะสมมากขึ้นในภาพรวม แต่ข้อมูลจาก GARFIELD-AF ก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมากในการใช้ยา NOAC ในแต่ละประเทศ โดยผลการวิเคราะห์ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AF รุ่นที่ 1-3 จำนวนกว่า 20,000 รายทั่วยุโรป พบว่าอัตราความแตกต่างในการใช้ยา NOAC อยู่ระหว่าง 2.6% ถึง 58.0%[2] ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงลึกที่ยังคงมีการรวบรวมอย่างต่อเนื่องจากสถาบันต่างๆในหลายประเทศ จะช่วยให้แพทย์มีความเข้าใจมากขึ้นถึงวิธีการปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะ AF"
GARFIELD-AF เป็นการลงทะเบียนครั้งใหญ่ที่สุดและใช้เวลายาวนานที่สุด เพื่อบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AF และมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างน้อยหนึ่งปัจจัย GARFIELD-AF ยังคงเดินหน้ารวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากการรักษาจริง ซึ่งถือเป็นหลักฐานในชีวิตจริงที่จะช่วยให้ความรู้และช่วยให้วงการแพทย์สามารถนำไปปรับปรุงการรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก GARFIELD-AF จำแนกตามภูมิภาคและผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม ได้รับการนำเสนอ ณ การประชุม ESC Congress 2015
การควบคุมยา Vitamin K Antagonist ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [3]
ข้อมูลเชิงลึกจาก GARFIELD-AF แสดงให้เห็นว่ามีการส่งตรวจค่า INR ที่น้อยกว่า ระยะเวลาระหว่างการตรวจค่า INR นานกว่า และพบว่าค่า INR ของผู้ป่วยในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในระดับต่ำกว่า (n=3,627) เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆในภูมิภาคอื่นของโลก (n=13,546) โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AF และได้รับยา VKA มีดังนี้
- ค่า INR ที่ต่ำกว่า โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 2.0 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พบเห็นในทุกกลุ่มอายุ
- การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกับผู้ป่วยที่มีคะแนน CHA2DS2-VASc ตั้งแต่ 2 ขึ้นไปนั้น มีอัตราต่ำกว่า
อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะเลือดออกรุนแรง และการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AF และเป็นโรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง: ผลลัพธ์จาก GARFIELD-AF[4]
ผลการศึกษาระยะเวลา 1 ปีในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะ AF จำนวน 17,159 ราย แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง (n=1,760) กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับไม่รุนแรงหรือไม่เป็นโรคไตเลย (n=15,399) ดังนี้
- โรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง มีส่วนทำให้อัตราการเสียชีวิตและการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น 1.4 เท่า
- มีการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดถี่ขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง
- การเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตและภาวะเลือดออกรุนแรงใน GARFIELD-AF จะช่วยให้ได้รับข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะ AF และเป็นโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย
ภาระของโรค AF
ทั่วโลกมีผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF สูงถึงร้อยละ 2[5] โดยเป็นผู้ป่วยในยุโรปประมาณ 10 ล้านคน[6] ในสหรัฐ 5.1 ล้านคน[7] และในจีนถึง 8 ล้านคน[8][9] มีการประมาณการกันว่าจะมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่าภายในปี 2593[10] ตามอายุที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก[11] ภาวะ AF ทำให้ความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นห้าเท่า[12] และหนึ่งในห้าของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมดมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะประเภทนี้[13] บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากภาวะ AF จะถึงแก่ชีวิต และในกรณีที่ไม่เสียชีวิต ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะพิการสูงกว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากสาเหตุอื่นๆ และมีโอกาสพิการในระดับที่รุนแรงกว่า นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มกลับมาเป็นโรคสูงกว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอันเนื่องมาจากสาเหตุอื่นๆด้วย ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากภาวะ AF จึงมากกว่าถึงสองเท่า ขณะที่ค่ารักษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 50[14]
โรค AF เกิดขึ้นเมื่อหัวใจห้องบนปล่อยสัญญาณไฟฟ้าที่ไม่เข้ากัน ทำให้หัวใจห้องบนเต้นเร็วเกินไปและไม่เป็นจังหวะ ทำให้เลือดสูบฉีดไม่สมบูรณ์[15] ดังนั้น เลือดจึงสะสม จับตัวเป็นลิ่ม และทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุโรคหัวใจที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในโลก[16] หากลิ่มเลือดหลุดออกจากหัวใจห้องบน ลิ่มเลือดอาจไปอุดกั้นหลอดเลือดแดงตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งรวมถึงสมอง ลิ่มเลือดในหลอดเลือดแดงในสมองอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยร้อยละ 92 ของการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองมีสาเหตุมาจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด[17] ผู้ที่มีภาวะ AF ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อ่อนเพลียเรื้อรัง และปัญหาการเต้นของหัวใจแบบอื่นๆ[18] โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตและทุพพลภาพระยะยาวทั่วโลก โดยในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ 6.7 ล้านคน[16] และพิการตลอดชีวิต 5 ล้านคน[19]
เกี่ยวกับ TRI
TRI เป็นองค์กรการกุศลและสถาบันวิจัยสหวิทยาการ ซึ่งอุทิศตนเพื่อการศึกษาภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดและโรคที่เกี่ยวข้อง ภารกิจของ TRI คือสร้างความเป็นเลิศด้านงานวิจัยและการศึกษาภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือด รวมถึงพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆในการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือด อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการรักษา ยกระดับผลการรักษา และลดค่ารักษาพยาบาล ทั้งนี้ TRI เป็นสมาชิกของ University College London Partners' Academic Health Science Network
สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tri-london.ac.uk/garfield
Thrombosis Research Institute London
Emmanuel Kaye Building
Manresa Road
Chelsea
London SW3 6LR
แหล่งข่าว: Thrombosis Research Institute
- ข้อมูลเวชระเบียนจาก GARFIELD-AF ที่สมบูรณ์และครอบคลุม ได้ถูกนำเสนอ ณ การประชุม ESC Congress 2015 เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการรักษาโรค AF ในชีวิตจริงทั่วโลก
ผลการศึกษาระยะเวลา 2 ปีจาก Global Anticoagulant Registry in the Field - Atrial Fibrillation (GARFIELD-AF) ที่ได้รับการนำเสนอในการประชุม ESC Congress 2015 เผยให้เห็นว่า การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (all-cause death) เป็นผลพวงที่พบมากที่สุดในกลุ่มผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF จำนวนกว่า 17,000 ราย ซึ่งพบมากกว่าโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะเลือดออกรุนแรง โดยผลการศึกษาระยะเวลา 2 ปีจากรุ่น 1 และรุ่น 2 ได้แสดงให้เห็นถึงอัตราการเสียชีวิตที่ 3.83% ต่อปีคน (person year) เมื่อเทียบกับอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่ 1.25% ต่อปีคน และการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงที่ 0.70% ต่อปีคน[1]
(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20150827/261748LOGO )
ขณะเดียวกัน ผลการศึกษาเพิ่มเติมระยะเวลา 1 ปี ในผู้ป่วย AF รุ่นที่ 1-3 จำนวนกว่า 28,0000 ราย ยังแสดงให้เห็นว่า โรคที่เกิดร่วม (comorbidity) มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มอัตราการเสียชีวิต การเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรง โดยผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรงและผู้มีประวัติกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดร่วมด้วย จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มประชากรโดยทั่วไปอย่างมาก (9.4% และ 6.9% ตามลำดับ เทียบกับ 4.0%)[1] ศาสตราจารย์แซม โกลด์ฮาเบอร์ จาก Harvard Medical School และ Brigham and Women's Hospital กล่าวว่า "ข้อมูลจาก GARFIELD-AF บ่งชี้ถึงบทบาทความสำคัญของโรคร่วมในการคาดการณ์ผลการรักษาผู้ป่วย ทั้งยังช่วยให้แพทย์มีแนวทางในการรักษาโรค AF ด้วย ผลลัพธ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า แพทย์ควรจะพิจารณาเพิ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดให้กับผู้ป่วย AF ที่มีโรคร่วมเหล่านี้"
ข้อมูลเชิงลึกจากผู้ป่วย AF เกือบ 40,000 รายจากการวิจัย GARFIELD-AF ทั้ง 4 รุ่น ระหว่างปี 2553-2558 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงแนวทางการรักษาโรค AF ทั่วโลก โดยผู้ป่วยที่เริ่มรับการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองนั้น เพิ่มขึ้นจาก 57.4% เป็น 71.1% ส่วนการใช้ยา Vitamin K Antagonist (VKA) และยาต้านเกล็ดเลือด (อย่างใดอย่างหนึ่งหรือร่วมกัน) ลดลงจาก 83.4% มาอยู่ที่ 50.6% ในขณะที่การใช้ยา Non-vitamin K Antagonist Oral Anticoagulant (NOAC) อย่างเดียวหรือร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด เพิ่มขึ้นจาก 4.1% เป็น 37.0%[1] ศาสตราจารย์ศัลยศาสตร์ เอเจย์ แคักคาร์ จาก University College London และผู้อำนวยการสถาบัน Thrombosis Research Institute กล่าวว่า "วิวัฒนาการของรูปแบบการรักษามีความสอดคล้องกับการนำเอานวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่ยังเหลืออยู่ก็คือ การสร้างความมั่นใจว่าผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม"
ศาสตราจารย์จอห์น คัมม์ จาก St George's University ในลอนดอน ได้อธิบายถึงรูปแบบการรักษาที่พบใน GARFIELD-AF เพิ่มเติมว่า "เราจะเห็นได้ว่ามีการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างเหมาะสมมากขึ้นในภาพรวม แต่ข้อมูลจาก GARFIELD-AF ก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมากในการใช้ยา NOAC ในแต่ละประเทศ โดยผลการวิเคราะห์ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AF รุ่นที่ 1-3 จำนวนกว่า 20,000 รายทั่วยุโรป พบว่าอัตราความแตกต่างในการใช้ยา NOAC อยู่ระหว่าง 2.6% ถึง 58.0%[2] ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงลึกที่ยังคงมีการรวบรวมอย่างต่อเนื่องจากสถาบันต่างๆในหลายประเทศ จะช่วยให้แพทย์มีความเข้าใจมากขึ้นถึงวิธีการปรับปรุงการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะ AF"
GARFIELD-AF เป็นการลงทะเบียนครั้งใหญ่ที่สุดและใช้เวลายาวนานที่สุด เพื่อบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AF และมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองอย่างน้อยหนึ่งปัจจัย GARFIELD-AF ยังคงเดินหน้ารวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากการรักษาจริง ซึ่งถือเป็นหลักฐานในชีวิตจริงที่จะช่วยให้ความรู้และช่วยให้วงการแพทย์สามารถนำไปปรับปรุงการรักษาผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก GARFIELD-AF จำแนกตามภูมิภาคและผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม ได้รับการนำเสนอ ณ การประชุม ESC Congress 2015
การควบคุมยา Vitamin K Antagonist ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ [3]
ข้อมูลเชิงลึกจาก GARFIELD-AF แสดงให้เห็นว่ามีการส่งตรวจค่า INR ที่น้อยกว่า ระยะเวลาระหว่างการตรวจค่า INR นานกว่า และพบว่าค่า INR ของผู้ป่วยในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในระดับต่ำกว่า (n=3,627) เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆในภูมิภาคอื่นของโลก (n=13,546) โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AF และได้รับยา VKA มีดังนี้
- ค่า INR ที่ต่ำกว่า โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับ 2.0 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่พบเห็นในทุกกลุ่มอายุ
- การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกับผู้ป่วยที่มีคะแนน CHA2DS2-VASc ตั้งแต่ 2 ขึ้นไปนั้น มีอัตราต่ำกว่า
อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ภาวะเลือดออกรุนแรง และการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะ AF และเป็นโรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง: ผลลัพธ์จาก GARFIELD-AF[4]
ผลการศึกษาระยะเวลา 1 ปีในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะ AF จำนวน 17,159 ราย แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง (n=1,760) กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับไม่รุนแรงหรือไม่เป็นโรคไตเลย (n=15,399) ดังนี้
- โรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง มีส่วนทำให้อัตราการเสียชีวิตและการเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น 1.4 เท่า
- มีการใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดถี่ขึ้นในผู้ป่วยที่มีโรคไตเรื้อรังระดับปานกลางถึงรุนแรง
- การเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตราการเสียชีวิตและภาวะเลือดออกรุนแรงใน GARFIELD-AF จะช่วยให้ได้รับข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเกี่ยวกับการสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงของการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะ AF และเป็นโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย
ภาระของโรค AF
ทั่วโลกมีผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF สูงถึงร้อยละ 2[5] โดยเป็นผู้ป่วยในยุโรปประมาณ 10 ล้านคน[6] ในสหรัฐ 5.1 ล้านคน[7] และในจีนถึง 8 ล้านคน[8][9] มีการประมาณการกันว่าจะมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่าภายในปี 2593[10] ตามอายุที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก[11] ภาวะ AF ทำให้ความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นห้าเท่า[12] และหนึ่งในห้าของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมดมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะประเภทนี้[13] บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากภาวะ AF จะถึงแก่ชีวิต และในกรณีที่ไม่เสียชีวิต ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะพิการสูงกว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากสาเหตุอื่นๆ และมีโอกาสพิการในระดับที่รุนแรงกว่า นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มกลับมาเป็นโรคสูงกว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอันเนื่องมาจากสาเหตุอื่นๆด้วย ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากภาวะ AF จึงมากกว่าถึงสองเท่า ขณะที่ค่ารักษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 50[14]
โรค AF เกิดขึ้นเมื่อหัวใจห้องบนปล่อยสัญญาณไฟฟ้าที่ไม่เข้ากัน ทำให้หัวใจห้องบนเต้นเร็วเกินไปและไม่เป็นจังหวะ ทำให้เลือดสูบฉีดไม่สมบูรณ์[15] ดังนั้น เลือดจึงสะสม จับตัวเป็นลิ่ม และทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุโรคหัวใจที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในโลก[16] หากลิ่มเลือดหลุดออกจากหัวใจห้องบน ลิ่มเลือดอาจไปอุดกั้นหลอดเลือดแดงตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งรวมถึงสมอง ลิ่มเลือดในหลอดเลือดแดงในสมองอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยร้อยละ 92 ของการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองมีสาเหตุมาจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด[17] ผู้ที่มีภาวะ AF ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อ่อนเพลียเรื้อรัง และปัญหาการเต้นของหัวใจแบบอื่นๆ[18] โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตและทุพพลภาพระยะยาวทั่วโลก โดยในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ 6.7 ล้านคน[16] และพิการตลอดชีวิต 5 ล้านคน[19]
เกี่ยวกับ TRI
TRI เป็นองค์กรการกุศลและสถาบันวิจัยสหวิทยาการ ซึ่งอุทิศตนเพื่อการศึกษาภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดและโรคที่เกี่ยวข้อง ภารกิจของ TRI คือสร้างความเป็นเลิศด้านงานวิจัยและการศึกษาภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือด รวมถึงพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆในการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือด อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการรักษา ยกระดับผลการรักษา และลดค่ารักษาพยาบาล ทั้งนี้ TRI เป็นสมาชิกของ University College London Partners' Academic Health Science Network
สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tri-london.ac.uk/garfield
Thrombosis Research Institute London
Emmanuel Kaye Building
Manresa Road
Chelsea
London SW3 6LR
แหล่งข่าว: Thrombosis Research Institute
การลงทะเบียนผู้ป่วยโรคหัวใจ AF เผยข้อมูลของกลุ่มผู้ป่วยใหม่
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนเยาวชนค้นหาจุดแข็ง เปลี่ยนพลังของตัวเองเป็นพลังช่วยชีวิต (0 views)
- Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ (34 views)
- จากห้องเรียนสู่โรงงานจริง ดัํ๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการผลิต และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้ม (14 views)
- เอิร์ธฯ ร่วมกับ PIM จัดโครงการ “Together Against Dengue เด็กไทยการ์ดไม่ตก” ปลอดโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ (12 views)
- นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ “Smart Regulation” ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ค (78 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% (25 views)
- รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัย ที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (73 views)
- อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) เปิดตัวแล้วในไทย ส่งมอบทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ (42 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
