Skip ไปที่เนื้อหา

สบส. เน้น 3 มาตรการในโรงพยาบาลเอกชน และคลินิก พร้อมรับมือการแพร่ระบาดโรคเมอร์ส


  • News ออฟไลน์
  • โพสต์: 0
  • ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm

สบส. เน้น 3 มาตรการในโรงพยาบาลเอกชน และคลินิก พร้อมรับมือการแพร่ระบาดโรคเมอร์ส

 โพสต์ News    357

สบส. เน้น 3 มาตรการในโรงพยาบาลเอกชน และคลินิก เตรียมความพร้อมรับมือการแพร่ระบาดโรคเมอร์สในประเทศไทย
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน ประชุมซักซ้อมแนวทางการเฝ้าระวัง และการส่งต่อผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง(เมอร์ส) เพื่อสร้างความเข้าใจ เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งโรงพยาบาลภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชน/คลินิกที่รับรักษาชาวต่างชาติเพื่อสร้างความเชื่อมั่น พร้อมรับมือการแพร่ระบาดของโรคในประเทศไทย

ด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (22 มิถุนายน 2558) กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสเมอร์ส Middle East Respiratory Syndrome : MERS (MERS Corona Virus : MERS CoV) พบการ แพร่ระบาดที่เกาหลีใต้ จากการรายงานพบการติดเชื้อจากคนสู่คน ได้แก่ ผู้ดูแลใกล้ชิด สมาชิกครอบครัวเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์ และในกลุ่มผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนาในประเทศที่มีการระบาดของโรค ตลอดจนการเดินทางเพื่อไปทำธุรกิจ ประกอบอาชีพ หรือผู้ป่วยต่างชาติตามนัด/ผู้ป่วยต่างชาติซึ่งเป็นคนไข้นอก และนักท่องเที่ยว โดยล่าสุดประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อเป็นชาวตะวันออกกลาง 1 รายเป็นรายแรก ได้ดำเนินการย้ายผู้ป่วย ผู้สัมผัสในครอบครัวมารับการรักษาตัว และกักกันตัวที่สถาบันบำราศนราดูร เพื่อทำการติดตามอาการเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการค้นหาและคัดแยกผู้สัมผัสในชุมชน และได้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2523 โดยได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อประกาศให้โรคนี้เป็นโรคติดต่ออันตราย และต้องมีการแจ้งความ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ซึ่งกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้เล็งเห็นถึงผลกระทบของการแพร่ระบาด จึงได้จัดการประชุมสัมมนาชี้แจงแนวทางการวินิจฉัย การเฝ้าระวัง และการส่งต่อผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจระวังออกกลาง (Middle East Respiratory Syndrome : MERS (MERS Corona Virus : MERS) เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินการเตรียมความพร้อม สำหรับโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง แนวทางการเฝ้าระวัง การวินิฉัย การดูแลรักษาพยาบาลสำหรับบุคลากร แพทย์ และสาธารณสุข พร้อมคำแนะนำต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเน้น 3 มาตรการ คือ 1.การเฝ้าระวังโรค จะต้องมีการติดโปสเตอร์ หรือแผ่นป้ายประชาสัมพันธ์ สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง มีระบบการคัดกรองผู้ป่วย OPD มีจุดแยกผู้ป่วยเป็นช่องทางด่วน ต้องมีผู้รับผิดชอบการรายงานผู้ป่วยต้องสงสัย และต้องมีแนวทางการเฝ้าระวัง การดำเนินการให้กับแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประจำจุดบริการ 2.การเตรียมความพร้อมระบบการป้องกันควบคุมโรค ต้องมีการวางแนวปฏิบัติ การดูแลรักษาผู้ป่วย การกำหนดแนวทางของรพ.รวมทั้งการเคลื่อนย้ายและส่งต่อ ผู้ป่วยมีการประชุมให้ความรู้ ชี้แจง แผนการรับ-ส่งผู้ป่วย การซักซ้อมแนวทางการดำเนินงานให้กับเจ้าหน้าที่ ต้องมีหน้ากากอนามัยชนิด N 95 ที่เพียงพอ และสวมใสได้อย่างถูกต้อง มีการขอรับน้ำยาเก็บตัวอย่าง หรือ VTM (Viral transport Media) และอุปกรณ์การเก็บสิ่งส่งตรวจ และแบบฟอร์มการส่ง น้ำยาฆ่าเชื้อ เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งรพ.ต้องกำหนดให้จุด/เจลล้างมือ เมื่อสัมผัสผู้ป่วย และ3. การสื่อสารความเสี่ยง มีการให้ความรู้ของโรค การเฝ้าระวัง โดยไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นต้น เพื่อเป้าหมายลดความเสี่ยงการระบาดของโรคและให้ประเทศไทยมีมาตรการรับมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยโรงพยาบาลภาครัฐ จำนวน 30 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน จำนวน 127 แห่งที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวตะวันออกกลาง คลินิกที่ตั้งในพื้นที่ท่องเที่ยวในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 100 แห่ง รวม 257 แห่ง และได้เน้นย้ำข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ดังนี้ 1.การติดป้ายแสดงข้อความผู้เข้าข่ายสงสัยโรคเมอร์ส เพื่อแจ้งเตือนประชาชน และเจ้าหน้าที่ให้เห็นได้ชัดเจนในคลินิก โรงพยาบาลรัฐและเอกชน 2.จัดตั้งหน่วยคัดกรองต้องมีระบบ One Stop Service เป็นช่องทางเฉพาะ แยกจากผู้ป่วยนอกทั่วไปหรือห้องฉุกเฉิน ให้บริการสำหรับผู้ที่เข้าข่ายต้องสงสัย โดยต้องมีเจลล้างมือ ผ้าปิดจมูก ที่จุดบริการคัดกรอง เป็นต้น เน้นการป้องกันอย่างเข้มงวด เพื่อเตรียมรับมือของสถานการณ์โรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.สถานพยาบาลเอกชนที่มีการนัดหมายผู้ป่วยจากต่างประเทศที่มีภาวะการระบาดให้มีกระบวนการคัดกรองจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด หากมีข้อสงสัยให้งดรับผู้ป่วยดังกล่าวในระยะนี้ 4.ในการส่งต่อและรายงานผู้ป่วย ในกรณีที่มีผู้ป่วยต้องสงสัยและเข้าเกณฑ์การเฝ้าระวังเข้มงวดต้องประสาน สายด่วน1422 ทันทีเพื่อจัดระบบส่งต่อ ห้ามมิให้ปล่อยให้ผู้ป่วยเดินทางไปรับการรักษาต่อด้วยตนเอง หากสถานพยาบาลเอกชนใดฝ่าฝืนจะมีความผิดตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ พ.ศ.2523 และ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อให้สถานพยาบาลเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและรับผิดชอบในการรับมือกับสถานการณ์โรคเมอร์ส (MERS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างเชื่อมั่นว่าสาธารณสุขไทยควบคุมการแพร่ระบาดโรคเมอร์ส (MERS) อย่างปลอดภัย
ข่่าว:สำนักสารนิเทศ สธ.

 สบส. เน้น 3 มาตรการในโรงพยาบาลเอกชน และคลินิก พร้อมรับมือการแพร่ระบาดโรคเมอร์ส
 Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม

เครื่องกดนับแยกชนิดเม็ดเลือดขาว Genius Count DiffCount

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Apple [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน