เตือน “SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ รู้ทันก่อนรุนแรงถึงชีวิต ย้ำคนเลี้ยงสัตว์–ผู้สัมผัสเห็บอย่าชะล่าใจ
- Health Topics ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 26 ธ.ค. 2025 6:14 pm
เตือน “SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ รู้ทันก่อนรุนแรงถึงชีวิต ย้ำคนเลี้ยงสัตว์–ผู้สัมผัสเห็บอย่าชะล่าใจ
กรมควบคุมโรคเตือน “SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ รู้ทันก่อนรุนแรงถึงชีวิต ย้ำคนเลี้ยงสัตว์–ผู้สัมผัสเห็บอย่าชะล่าใจ
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนรู้จักโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) ซึ่งติดต่อโดยการถูกเห็บกัด โรคนี้อาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะอวัยวะภายในล้มเหลวและเสียชีวิตได้ จึงขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้ที่ทำงานหรือใช้ชีวิตใกล้ชิดสัตว์ เพิ่มความระมัดระวัง หากมีไข้สูงร่วมกับอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติสัมผัสเห็บหรือสัตว์เลี้ยง
16 กันยายน 2569-นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรค SFTS หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ วัว ควาย หมู ไก่ หนู และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ และยังพบในบริเวณใบหญ้า หรือบริเวณที่อาศัยของสัตว์ สามารถวางไข่ในรอยแตกปูน หรือดินชื้น ติดต่อสู่คนผ่านการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ และสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือละอองฝอย จากผู้ติดเชื้อแต่พบน้อยมาก หลังถูกเห็บกัดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย รวมถึงอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาท รวมถึงเกิดความผิดปกติของตับ ไต และอวัยวะหลายระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
“โรค SFTS เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในผู้ป่วยบางรายสามารถมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ที่สำคัญอาการในระยะแรกอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
สำหรับสถานการณ์โรค SFTS ในประเทศไทย ข้อมูลตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 – 2569 พบผู้ป่วยสะสม 10 ราย เสียชีวิต 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ในปี พ.ศ. 2569 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 กันยายน พ.ศ. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 66.67 ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติเลี้ยงสัตว์ สัมผัสสุนัข แมว เคยถูกเห็บกัด หรือสัมผัสเห็บและบี้เห็บโดยตรง
คำแนะนำสำหรับประชาชน หากเลี้ยงสุนัขหรือแมวควรหมั่นตรวจหาเห็บ อาบน้ำและใช้ยากำจัดเห็บให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ทำความสะอาดที่อยู่สัตว์เลี้ยงและบริเวณบ้านเป็นประจำ ไม่ควรใช้มือเปล่าจับ บี้ หรือดึงเห็บโดยตรง หากสัมผัสเห็บให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที หากต้องสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บควรสวมถุงมือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง ใช้ยาควบคุมเห็บบริเวณฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตร ระมัดระวังอย่าให้ถูกเห็บกัด โดยสวมเสื้อผ้ามิดชิด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังกลับจากฟาร์มหรือบริเวณที่มีเห็บ ตรวจดูตามร่างกายโดยเฉพาะใต้วงแขน ในและรอบใบหู สะดือ หลังเข่า หนังศีรษะและเส้นผม ระหว่างขา และรอบเอว ที่เห็บมักเกาะ
ประชาชนควรสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะภายหลังถูกเห็บกัดหรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บภายใน 2 สัปดาห์ และมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย จุดเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ควรรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการถูกเห็บกัดหรือการสัมผัสสัตว์ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยของตนเองและสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเพี่อลดโอกาสสัมผัสเห็บ พร้อมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุข หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ข้อมูลจาก : กองโรคติดต่อนำโดยแมลง/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนรู้จักโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการไข้สูงและเกล็ดเลือดต่ำ หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) ซึ่งติดต่อโดยการถูกเห็บกัด โรคนี้อาจมีอาการรุนแรงจนเกิดภาวะอวัยวะภายในล้มเหลวและเสียชีวิตได้ จึงขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสัตว์ ผู้ที่ทำงานหรือใช้ชีวิตใกล้ชิดสัตว์ เพิ่มความระมัดระวัง หากมีไข้สูงร่วมกับอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติสัมผัสเห็บหรือสัตว์เลี้ยง
16 กันยายน 2569-นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรค SFTS หรือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีเห็บเป็นพาหะ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว แพะ แกะ วัว ควาย หมู ไก่ หนู และสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ และยังพบในบริเวณใบหญ้า หรือบริเวณที่อาศัยของสัตว์ สามารถวางไข่ในรอยแตกปูน หรือดินชื้น ติดต่อสู่คนผ่านการถูกเห็บที่มีเชื้อกัดเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าติดต่อจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ และสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือละอองฝอย จากผู้ติดเชื้อแต่พบน้อยมาก หลังถูกเห็บกัดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ อาจมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย รวมถึงอาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดออกผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาท รวมถึงเกิดความผิดปกติของตับ ไต และอวัยวะหลายระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
“โรค SFTS เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในผู้ป่วยบางรายสามารถมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ ที่สำคัญอาการในระยะแรกอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว
สำหรับสถานการณ์โรค SFTS ในประเทศไทย ข้อมูลตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 – 2569 พบผู้ป่วยสะสม 10 ราย เสียชีวิต 5 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป ในปี พ.ศ. 2569 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 กันยายน พ.ศ. 2569 พบผู้ป่วยสะสม 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 66.67 ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติเลี้ยงสัตว์ สัมผัสสุนัข แมว เคยถูกเห็บกัด หรือสัมผัสเห็บและบี้เห็บโดยตรง
คำแนะนำสำหรับประชาชน หากเลี้ยงสุนัขหรือแมวควรหมั่นตรวจหาเห็บ อาบน้ำและใช้ยากำจัดเห็บให้สัตว์เลี้ยงเป็นประจำ ทำความสะอาดที่อยู่สัตว์เลี้ยงและบริเวณบ้านเป็นประจำ ไม่ควรใช้มือเปล่าจับ บี้ หรือดึงเห็บโดยตรง หากสัมผัสเห็บให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที หากต้องสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บควรสวมถุงมือ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของสัตว์โดยตรง ใช้ยาควบคุมเห็บบริเวณฟาร์ม หรือพื้นที่เกษตร ระมัดระวังอย่าให้ถูกเห็บกัด โดยสวมเสื้อผ้ามิดชิด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังกลับจากฟาร์มหรือบริเวณที่มีเห็บ ตรวจดูตามร่างกายโดยเฉพาะใต้วงแขน ในและรอบใบหู สะดือ หลังเข่า หนังศีรษะและเส้นผม ระหว่างขา และรอบเอว ที่เห็บมักเกาะ
ประชาชนควรสังเกตอาการของตนเอง หากมีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะภายหลังถูกเห็บกัดหรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บภายใน 2 สัปดาห์ และมีอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย จุดเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ควรรีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการถูกเห็บกัดหรือการสัมผัสสัตว์ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยของตนเองและสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเพี่อลดโอกาสสัมผัสเห็บ พร้อมทั้งติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุข หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ข้อมูลจาก : กองโรคติดต่อนำโดยแมลง/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
เตือน “SFTS” โรคไข้สูงเกล็ดเลือดต่ำจากเห็บ รู้ทันก่อนรุนแรงถึงชีวิต ย้ำคนเลี้ยงสัตว์–ผู้สัมผัสเห็บอย่าชะล่าใจ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- วัณโรค และวัณโรคดื้อยา: รู้เร็ว รักษาได้ หยุดการแพร่เชื้อ เพื่อสุขภาพดีของทุกคน (4 views)
- รู้จักถังขยะ 5 สี แยกขยะ 5 ประเภท แยกถูกถัง ลดขยะ ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (5 views)
- รู้ทัน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) รู้ไว โอกาสหายขาดได้สูง (2 views)
- แพทย์เตือน จุดรับภาพชัดเสื่อม ภัยเงียบผู้สูงวัย “รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดเสี่ยงสูญเสียการมองเห็น” (3 views)
- ผู้ประกอบกิจการรู้ทัน Mpox (โรคฝีดาษวานร) สังเกตเร็ว • จัดการถูก • ลดการแพร่เชื้อ • ไม่ตีตราพนักงาน (51 views)
- ไข้เลือดออก อย่าชะล่าใจ สังเกตอาการเตือนอันตราย หากมีอาการเหล่านี้ 3-7 วัน หลังเริ่มป่วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที! (56 views)
- แพทย์เตือน โรคเบอร์เกอร์ (Buerger’s Disease) ภัยจากบุหรี่ เสี่ยงสูญเสียอวัยวะ (76 views)
- ลุยน้ำ ย่ำโคลน เสี่ยง! "ไข้ฉี่หนู" (74 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Bing [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน

