
สำหรับพนักงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือน การวางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในบางจังหวะของชีวิต อาจต้องเจอกับพวกเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อน ซึ่งการทำความเข้าใจว่า สินเชื่อคืออะไร จะช่วยให้เราเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินนี้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ และไม่ก่อให้เกิดภาระเกินตัวในอนาคต
สินเชื่อจริง ๆ แล้วคืออะไร ?

สินเชื่อคืออะไรถ้าจะต้องอธิบายให้เข้าใจง่ายในมุมของคนทำงานประจำ สินเชื่อ คือความเชื่อถือที่ผู้ให้บริการทางการเงินมอบให้กับเราในรูปแบบของการให้เงินกู้ยืม โดยเราในฐานะผู้กู้มีหน้าที่ต้องชำระคืนเงินต้นพร้อมกับ "ดอกเบี้ย" ตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ในสัญญาการกู้
การขอสินเชื่อหมายถึง การนำเงินในอนาคตมาใช้เพื่อจัดการกับความจำเป็นในปัจจุบัน เช่น การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล หรือการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะในการทำงาน ต่าง ๆ ที่จำเป็นโดยที่เรายังคงทำงานประจำควบคู่กันไป สิ่งสำคัญที่สุด คือต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองเสมอ และยึดหลักกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
สินเชื่อมีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร?
ก่อนที่จะรู้ว่า สินเชื่อคืออะไร แนะนำให้รู้จักภาพรวมของข้อมูลสินเชื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่เยอะแยะมากมาย โดยเดี๋ยวเราจะอธิบายถึงข้อดีและข้อจำกัดต่าง ๆ ที่มีเมื่อขอสินเชื่อแบบคร่าว ๆ ให้เห็นภาพประมาณนี้
ข้อดีของสินเชื่อ
ช่วยเสริมสภาพคล่องช่วยให้จัดการกับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวได้ เช่น ค่าซ่อมรถที่จำเป็นต้องใช้เดินทางไปทำงาน หรือค่ารักษาพยาบาลคนในครอบครัว
สร้างโอกาสในการพัฒนาตนเอง ยกตัวอย่างเช่นสามารถนำเงินก้อนไปลงเรียนคอร์สระยะสั้น หรือศึกษาต่อเพื่อเพิ่มทักษะและความก้าวหน้าในสายงาน โดยที่ไม่ต้องรอเก็บเงินเป็นเวลานาน
ข้อจำกัดของสินเชื่อ
ภาระดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แน่นอนว่าการกู้ยืมมาพร้อมกับต้นทุนทางการเงิน คือดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ต้องจ่ายเพิ่มจากเงินต้น
ต้องมีวินัยทางการเงินสูง เพราะว่าถ้าขาดวินัยในการผ่อนชำระ อาจส่งผลเสียต่อประวัติเครดิตบูโร ซึ่งจะกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคต
สินเชื่อมีกี่ประเภท แบบไหนที่ตอบโจทย์สถานการณ์ของตัวเอง?

หลังจากที่พอจะเข้าใจแล้วว่าสินเชื่อคืออะไรส่วนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันเกี่ยวกับ สินเชื่อบุคคลคือการเลือกประเภทให้ตรงกับวัตถุประสงค์จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยและบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น
สินเชื่อส่วนบุคคล
สินเชื่อตัวแรกเป็นสินเชื่อที่พนักงานประจำนิยมใช้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน พิจารณาจากรายได้และประวัติการชำระหนี้เป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวงเงินฉุกเฉินหรือใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน โดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นแบบลดต้นลดดอก สูงสุดไม่เกิน 25% ต่อปี
สินเชื่อบ้าน
ถัดมาเป็นสินเชื่อบ้านที่เป็นการเอาที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อ สร้าง หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ระยะเวลาผ่อนชำระยาวนาน โดยมักจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่นในช่วงปีแรก ๆ เช่น เฉลี่ย 3% - 5% ต่อปี ตามโปรโมชันของแต่ละธนาคาร และปรับเป็นอัตราลอยตัว ในภายหลัง
สินเชื่ออเนกประสงค์
สุดท้ายน่าจะเป็นตัวที่หลายคนรู้จัก ประเภทสินเชื่อที่ผู้กู้นำหลักทรัพย์ เช่น บ้านหรือรถยนต์ที่ปลอดภาระแล้ว มาเป็นหลักประกันเพื่อแลกเป็นเงินสด โดยอัตราดอกเบี้ยจะแตกต่างกันไปตามประเภทหลักทรัพย์ โดยรถยนต์มักคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ ส่วนบ้านแลกเงินมักเป็นแบบลดต้นลดดอก โดยเฉลี่ยอาจอยู่ที่ 5% - 12% ต่อปี แล้วแต่เงื่อนไขของสถาบันการเงิน
เลือกสินเชื่อควรพิจารณาเรื่องอะไร?
หลังจากที่พอจะรู้จักแล้วว่าสินเชื่อคืออะไร และรู้จักแต่ละประเภทของสินเชื่อเรียบร้อยแล้วก่อนจรดปากกาเซ็นสัญญา มนุษย์เงินเดือนควรเช็กความพร้อมก่อนเป็นหนี้ ประมาณนี้
- ความจำเป็นถามตัวเองว่ากู้ไปเพื่ออะไร เป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน หรือเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาตนเองจริงหรือไม่ (ไม่แนะนำให้กู้เพื่อความฟุ่มเฟือย)
- อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม แนะนำให้เปรียบเทียบ % ดอกเบี้ยของแต่ละเจ้า รวมถึงค่าธรรมเนียมแอบแฝงอื่น ๆ
- ความสามารถในการผ่อนชำระ พวกค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้ เพื่อให้ยังคงมีเงินเหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และต้องระลึกเสมอว่ากู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหวเป็นสำคัญ
เปลี่ยนความเข้าใจว่า สินเชื่อคืออะไร ให้เป็นวินัยทางการเงิน
ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าสินเชื่อคืออะไรไม่ได้หยุดอยู่แค่ความหมายของการกู้ยืมเงิน แต่คือการคิดถึงความรับผิดชอบที่ตามมา สำหรับมนุษย์เงินเดือนและคนทำงานประจำ สินเชื่อเป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบริหารจัดการสภาพคล่องในยามจำเป็น หรือใช้เพื่อบรรเทาปัญหา
ก่อนตัดสินใจยื่นเอกสารสมัครสินเชื่อทุกครั้ง ไม่ว่าจะกับสถาบันการเงินไหน ขอให้กลับมาสำรวจความพร้อมของตัวเอง ตรวจสอบรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน และยึดหลักการบริหารเงินที่สำคัญที่สุดไว้เสมอ นั่นคือกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว เพื่อให้สุขภาพทางการเงินของคุณยังคงแข็งแรง
