ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ผนึกกำลังภาครัฐ - นักวิชาการแพทย์ เร่งขับเคลื่อนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
- Snown ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ 29 ต.ค. 2021 3:46 pm
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ผนึกกำลังภาครัฐ - นักวิชาการแพทย์ เร่งขับเคลื่อนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ผนึกกำลังภาครัฐ - นักวิชาการแพทย์ เร่งขับเคลื่อนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค หวังประชาชนกลุ่มเป้าหมายในประเทศไทย ได้รับวัคซีนอย่างครอบคลุมในทุกช่วงวัย เพื่อลดอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิต จากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
เนื่องในวันที่ 10 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็น ?วันแห่งการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคโลก? (World Immunization Day) หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งเครือข่ายภาครัฐและเอกชน อาทิ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน สถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย และกรมควบคุมโรค ต่างให้ความสำคัญเพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ และต่างร่วมมือร่วมใจผนึกกำลังในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และเพิ่มความครอบคลุมการฉีดวัคซีน เพื่อเป้าหมายสูงสุดของทุกหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่มุ่งหวังให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดี และได้รับการป้องกันโรคที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย
รศ.นพ. สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา ผู้แทนราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ?ด้วยนโยบายตามแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข ในการดำเนินงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในประเทศไทย โดยการฉีดวัคซีนสำหรับการป้องกันควบคุมโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ในประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มเด็กเล็ก เด็กนักเรียน และในกลุ่มผู้ใหญ่ เพื่อการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้กลุ่มเป้าหมายได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์เพื่อการป้องกันโรค ลดการป่วยที่รุนแรง และลดการเสียชีวิต แต่ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ จึงส่งผลต่อการให้บริการด้านวัคซีน โดยพบข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในประเทศไทยมีอัตราครอบคลุมการให้บริการฉีดวัคซีนในปี 2564 ? 2565 ภาพรวมของการได้รับวัคซีนแต่ละชนิดส่วนใหญ่ลดลงกว่าเป้าหมายที่กำหนด และเมื่อสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้น หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงได้สร้างความร่วมมือเพื่อเร่งรัดการให้บริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเพื่อเพิ่มความครอบคลุมการได้รับวัคซีนในทุกกลุ่มเป้าหมายเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน และสามารถป้องกันการระบาดของโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน?
?ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน หรือ immunization ซึ่งถือเป็นบทบาทที่สำคัญในการดูแลสุขภาพของประชากรในทุกช่วงวัย ในขณะที่มีการเกิดโรคติดเชื้อชนิดใหม่ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ร่างกายของเราก็มีการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด แต่ก็มีเชื้อโรคบางชนิดที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในการป้องกัน หรือต่อสู้กับโรคนั้น ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพ และรุนแรงอาจถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนสำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ และสตรีมีครรภ์ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสตรีตั้งครรภ์มีภูมิคุ้มกันต่ำลงจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ทารกในครรภ์ก็จะสามารถได้รับภูมิคุ้มกันที่มารดาสร้างขึ้นโดยส่งผ่านทางรก ทำให้ได้รับการปกป้องไปจนกระทั่งหลังคลอดก่อนที่ทารกจะได้รับวัคซีนตามช่วงวัย ปัจจุบัน มีวัคซีนอยู่หลายชนิดด้วยกันซึ่งคุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับเพื่อสุขภาพ และความปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกน้อย แต่วัคซีนที่จะให้ในสตรีตั้งครรภ์ต้องมีความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ และพัฒนาการของทารกในครรภ์ ดังนั้นสตรีตั้งครรภ์ และสตรีวัยเจริญพันธุ์ควรได้รับคำแนะนำการได้รับวัคซีนอย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อสูงสุด?
?จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน พบว่าสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงที่โรคจะรุนแรงกว่าคนทั่วไป และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมเพิ่มขึ้นทั้งภาวะครรภ์เป็นพิษ เลือดแข็งตัวผิดปกติ และมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงจนต้องเข้า ICU เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า และโอกาสที่อาการหนักจนต้องใส่เครื่องช่วยหายใจมีมากขึ้นถึง 2.6-2.9 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีมีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุมากกว่า 40 ปี, อ้วน, มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ซึ่งพบอัตราการเสียชีวิตได้ 1.5-8 คนใน 1,000 คน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จึงมีประโยชน์มากในการสร้างภูมิเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสการเสียชีวิต จึงแนะนำให้ฉีดในคุณแม่ทุกคนหลังอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ยกเว้นกรณีที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน?
?สำหรับโรคโควิด-19 ซึ่ง ปัจจุบันถึงแม้ว่าสถานการณ์และแนวโน้มการแพร่ระบาดอ่อนแรงลง และกลายมาเป็นโรคประจำถิ่น แต่สิ่งที่สามารถลดความรุนแรงของการติดเชื้อได้ คือ การฉีดวัคซีนป้องกัน เพื่อกระตุ้นภูมิ ซึ่งวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทุกชนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงของโรค แต่อาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เสมอไป นอกจากนี้การใช้ยาที่มีประสิทธิภาพ และการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้วก็ตาม ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสนับสนุนความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในการส่งเสริมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของทุกหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่มุ่งหวังให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดี และได้รับการป้องกันที่เหมาะสมในแต่ละช่วงชีวิต? รศ.นพ. สุรสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ผนึกกำลังภาครัฐ - นักวิชาการแพทย์ เร่งขับเคลื่อนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมจัดงาน "RESET Forum" เปิดพื้นที่เรื่อง "ฮอร์โมน" ชวนผู้หญิงเข้าใจร่างกาย (14 views)
- โค้งสุดท้าย! เช็กสิทธิ์ส่วนลดค่าส่ง 9 บาทบน J&T App ก่อนหมดโปรเดือนกันยายน (67 views)
- กรมการแพทย์เตือน 8 โรคและอันตรายที่มากับน้ำท่วม แนะประชาชนป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงเจ็บป่วย (61 views)
- J&T Express App โฉมใหม่ ใช้งานง่ายแค่ไหน? พาส่องฟังก์ชันที่ช่วยให้การส่งพัสดุสะดวกขึ้น (76 views)
- Don’t Miss Out! Get THB 9 Off Shipping on the J&T App Before the September Promotion Ends (87 views)
- NIDA Environment Poll 2026 สะท้อนคนไทยห่วงอนาคตสิ่งแวดล้อม 65.6% มองอีก 10 ปีแย่ลง แม้ 88.2% เริ่มลงมือปรับพฤติกรรมแล้ว (107 views)
- J&T Express App โฉมใหม่ ใช้งานง่ายแค่ไหน? พาส่องฟังก์ชันที่ช่วยให้การส่งพัสดุสะดวกขึ้น (106 views)
- สยามไดกิ้นเซลส์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผนึกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อน Net Zero Campus (83 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Bing [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
