สธ.ย้ำ ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เข้มมาตรการ VUCA ช่วยลดผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตจาก "โควิด" หลังสงกรานต์
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
สธ.ย้ำ ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เข้มมาตรการ VUCA ช่วยลดผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตจาก "โควิด" หลังสงกรานต์
กระทรวงสาธารณสุข เผย สถานการณ์โควิด 19 ยังเป็นไปตามคาดการณ์ ย้ำการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นและปฏิบัติตามมาตรการ VUCA เข้มงวด จะช่วยป้องกันไม่ให้จำนวนติดเชื้อ ผู้ป่วยอาการหนัก และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นในช่วงหลังสงกรานต์ เนื่องจากฉีดครบ 2 เข็มเป็นเวลานานภูมิคุ้มกันจะลดลง ส่วนเด็กเล็กพบการติดเชื้อและเสียชีวิตต่อเนื่อง เด็กอายุ 5-11 ปี ขอให้พามาฉีดวัคซีน ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ยังฉีดวัคซีนไม่ได้ ต้องเข้มมาตรการป้องกันส่วนบุคคล
5 เมษายน 2565-ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี พญ.สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โควิด 19 และการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้ป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิต มีทิศทางเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไปตามที่กรมควบคุมโรคคาดการณ์ไว้ โดยช่วงสงกรานต์คาดว่าอาจมีโอกาสการติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ จึงขอให้เข้มมาตรการ VUCA ได้แก่ การฉีดวัคซีนโดยเฉพาะเข็มกระตุ้น, ป้องกันตนเองตลอดเวลา ด้วยการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือ ไม่ไปสถานที่แออัด เลี่ยงการรับประทานร่วมกัน, องค์กร/หน่วยงานใช้มาตรการ COVID Free Setting และตรวจ ATK เป็นระยะ ซึ่งจะช่วยลดไม่ให้ผู้ป่วยอาการหนัก ใส่ท่อช่วยหายใจและเสียชีวิต เพิ่มขึ้น
สำหรับผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว ไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นได้เพียง 34.6% เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุฉีดเข็มกระตุ้นได้ 37.2% ถือว่าความครอบคลุมยังน้อย โดยมีเพียง 7 จังหวัดที่ฉีดเข็มกระตุ้นกลุ่มผู้สูงอายุตามเป้าหมายได้มากกว่า 70% ได้แก่ น่าน นนทบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต มหาสารคาม ลำพูน และชัยนาท โดยปัจจัยที่ทำให้คนฉีดเข็มกระตุ้นน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการผ่อนคลายหลายมาตรการ ทำให้ประชาชนอาจรู้สึกว่าฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มเพียงพอแล้ว จึงขอทำความเข้าใจว่า การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนในขณะนี้ การได้รับวัคซีนเพียง 2 เข็ม เมื่อเวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันจะลดลง จำเป็นต้องรับวัคซีนกระตุ้นเป็นเข็ม 3 หรือเข็ม 4 ซึ่งมีข้อมูลว่าช่วยลดการป่วยหนักและลดการเสียชีวิตได้ชัดเจน โดยการฉีด 3 เข็ม จะลดอัตราเสียชีวิตได้ 31 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ไม่ได้รับวัคซีน ดังนั้น ช่วงก่อนสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ขอให้กลุ่มเสี่ยงมารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อความปลอดภัย หากอัตราการฉีดเข็มกระตุ้นยังน้อย คาดการณ์ว่าหลังสงกรานต์อาจมีการติดเชื้อ มีผู้ป่วยหนัก และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
สำหรับสถานการณ์โควิด 19 ในเด็ก พบรายงานการติดเชื้อในกลุ่มอายุ 5-11 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยเรียนเป็นระยะ โดยเด็กกลุ่มนี้ยังฉีดวัคซีนเข็มแรกไม่ถึง 50% และเข็มสองยังไม่ถึง 2% ทำให้ยังมีภูมิคุ้มกันน้อย ขณะที่เชื้อพัฒนาตัวเองตลอดเวลา จึงมีความเสี่ยงติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว ขอย้ำให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาไปรับวัคซีนซึ่งมี 3 สูตร คือ ไฟเซอร์-ไฟเซอร์ (ฝาสีส้ม) ห่างกัน 8 สัปดาห์, ซิโนแวค-ไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์ หรือซิโนแวค-ซิโนแวค ห่างกัน 4 สัปดาห์ และควรฉีดเข็มสามด้วยไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ ควรระวังการรวมกลุ่มในสถานที่อากาศปิด เช่น ร้านเกม เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อได้ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือเจ้าของร้านเกมเพิ่มความปลอดภัยให้เด็ก โดยการลดจำนวนเครื่องลงและจำกัดเวลาไม่ให้อยู่ในร้านนานเกินไป ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พบการติดเชื้อและเสียชีวิตต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งกลุ่มนี้ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ จึงไม่มีภูมิคุ้มกันและมีความเสี่ยงมากกว่าทุกกลุ่มอายุ ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือการใช้มาตรการป้องกันส่วนบุคคล
พญ.สุมนี กล่าวอีกว่า ผู้ที่จะเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ ขอให้ทำมาตรการ Self Clean Up เตรียมพร้อมร่างกายตนเองให้ปราศจากเชื้อ 1 สัปดาห์ก่อนเดินทางกลับ โดยสำรวจตัวเองว่ามีอาการทางเดินหายใจหรือไม่ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตัว เป็นต้น หรือไปสถานที่เสี่ยงมีคนติดเชื้อหรือไม่ ถ้ามีอาการหรือมีความเสี่ยง ให้ตรวจด้วย ATK หากพบว่าติดเชื้อให้ระงับการเดินทางและเข้ารับการรักษา แต่หากผลเป็นลบ ระหว่างเดินทางขอให้เข้มมาตรการป้องกันตนเอง และเมื่อถึงบ้านแล้วยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคลต่อเนื่อง

สำหรับผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีโรคประจำตัว ไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นได้เพียง 34.6% เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุฉีดเข็มกระตุ้นได้ 37.2% ถือว่าความครอบคลุมยังน้อย โดยมีเพียง 7 จังหวัดที่ฉีดเข็มกระตุ้นกลุ่มผู้สูงอายุตามเป้าหมายได้มากกว่า 70% ได้แก่ น่าน นนทบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต มหาสารคาม ลำพูน และชัยนาท โดยปัจจัยที่ทำให้คนฉีดเข็มกระตุ้นน้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการผ่อนคลายหลายมาตรการ ทำให้ประชาชนอาจรู้สึกว่าฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มเพียงพอแล้ว จึงขอทำความเข้าใจว่า การแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนในขณะนี้ การได้รับวัคซีนเพียง 2 เข็ม เมื่อเวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันจะลดลง จำเป็นต้องรับวัคซีนกระตุ้นเป็นเข็ม 3 หรือเข็ม 4 ซึ่งมีข้อมูลว่าช่วยลดการป่วยหนักและลดการเสียชีวิตได้ชัดเจน โดยการฉีด 3 เข็ม จะลดอัตราเสียชีวิตได้ 31 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ไม่ได้รับวัคซีน ดังนั้น ช่วงก่อนสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ขอให้กลุ่มเสี่ยงมารับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อความปลอดภัย หากอัตราการฉีดเข็มกระตุ้นยังน้อย คาดการณ์ว่าหลังสงกรานต์อาจมีการติดเชื้อ มีผู้ป่วยหนัก และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น
สำหรับสถานการณ์โควิด 19 ในเด็ก พบรายงานการติดเชื้อในกลุ่มอายุ 5-11 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยเรียนเป็นระยะ โดยเด็กกลุ่มนี้ยังฉีดวัคซีนเข็มแรกไม่ถึง 50% และเข็มสองยังไม่ถึง 2% ทำให้ยังมีภูมิคุ้มกันน้อย ขณะที่เชื้อพัฒนาตัวเองตลอดเวลา จึงมีความเสี่ยงติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัว ขอย้ำให้พ่อแม่ผู้ปกครองพาไปรับวัคซีนซึ่งมี 3 สูตร คือ ไฟเซอร์-ไฟเซอร์ (ฝาสีส้ม) ห่างกัน 8 สัปดาห์, ซิโนแวค-ไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์ หรือซิโนแวค-ซิโนแวค ห่างกัน 4 สัปดาห์ และควรฉีดเข็มสามด้วยไฟเซอร์ ห่างกัน 4 สัปดาห์ นอกจากนี้ ควรระวังการรวมกลุ่มในสถานที่อากาศปิด เช่น ร้านเกม เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อได้ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือเจ้าของร้านเกมเพิ่มความปลอดภัยให้เด็ก โดยการลดจำนวนเครื่องลงและจำกัดเวลาไม่ให้อยู่ในร้านนานเกินไป ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พบการติดเชื้อและเสียชีวิตต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งกลุ่มนี้ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ จึงไม่มีภูมิคุ้มกันและมีความเสี่ยงมากกว่าทุกกลุ่มอายุ ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือการใช้มาตรการป้องกันส่วนบุคคล
พญ.สุมนี กล่าวอีกว่า ผู้ที่จะเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ ขอให้ทำมาตรการ Self Clean Up เตรียมพร้อมร่างกายตนเองให้ปราศจากเชื้อ 1 สัปดาห์ก่อนเดินทางกลับ โดยสำรวจตัวเองว่ามีอาการทางเดินหายใจหรือไม่ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อยตัว เป็นต้น หรือไปสถานที่เสี่ยงมีคนติดเชื้อหรือไม่ ถ้ามีอาการหรือมีความเสี่ยง ให้ตรวจด้วย ATK หากพบว่าติดเชื้อให้ระงับการเดินทางและเข้ารับการรักษา แต่หากผลเป็นลบ ระหว่างเดินทางขอให้เข้มมาตรการป้องกันตนเอง และเมื่อถึงบ้านแล้วยังต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันส่วนบุคคลต่อเนื่อง
สธ.ย้ำ ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เข้มมาตรการ VUCA ช่วยลดผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตจาก "โควิด" หลังสงกรานต์
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- จากห้องเรียนสู่โรงงานจริง ดัํ๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการผลิต และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้ม (1 views)
- เอิร์ธฯ ร่วมกับ PIM จัดโครงการ “Together Against Dengue เด็กไทยการ์ดไม่ตก” ปลอดโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ (1 views)
- นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ “Smart Regulation” ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ค (72 views)
- Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ (18 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% (11 views)
- รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัย ที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (67 views)
- อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) เปิดตัวแล้วในไทย ส่งมอบทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ (40 views)
- Cosmopack CBE ASEAN 2026 จับมือ 5 แบรนด์ Supply Chain ความงามชั้นนำ เดินเครื่องโรงงานผลิตเครื่องสำอางจำลอง (71 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน
