กรมการแพทย์ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดทำข้อเสนอให้ผู้ป่วยโรคลมชักขับขี่บนถนนได้อย่างปลอดภัย
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
กรมการแพทย์ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดทำข้อเสนอให้ผู้ป่วยโรคลมชักขับขี่บนถนนได้อย่างปลอดภัย
กรมการแพทย์ โดยสถาบันประสาทวิทยา ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายจัดทำข้อเสนอให้ผู้ป่วยโรคลมชักที่ดูแลตนเองเป็นอย่างดีและสามารถคุมอาการชักโดยไม่ชักอย่างน้อย 1 ปีสามารถขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลได้ และอย่างน้อย 10 ปี ในการขับขี่รถยนต์สาธารณะ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคลมชักและเพื่อนร่วมทางขับขี่บนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า หลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับการมีกฎหมายเพื่อการควบคุมการขับขี่รถยนต์บนท้องถนน ผู้ขับขี่ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง หากมีโรคประจำตัว อาทิ โรคลมชักต้องสามารถควบคุมอาการได้ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน หลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับการมีกฎหมายเพื่อการควบคุมการขับขี่รถยนต์ของผู้ป่วยโรคลมชัก เพื่อความปลอดภัยในท้องถนนทั้งต่อตนเองและเพื่อนร่วมทาง ดังนั้น กรมการแพทย์ โดยศูนย์ความเป็นเลิศโรคลมชัก สถาบันประสาทวิทยา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคลมชัก และสิทธิของผู้ป่วยโรคลมชักที่ควรจะได้ขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัย จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ กรมขนส่งทางบก กรมควบคุมโรค แพทยสภา มูลนิธิถนนปลอดภัย ชมรมโรคลมชักเพื่อประชาชน เป็นต้น เพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำนโยบายนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายในการควบคุมการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัยของผู้ป่วยโรคลมชัก โดยเสนอให้ผู้ป่วยโรคลมชักที่ดูแลตนเองเป็นอย่างดีและสามารถคุมอาการชักโดยไม่ชักอย่างน้อย 1 ปีสามารถขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลได้ และอย่างน้อย 10 ปี ในการขับขี่รถยนต์สาธารณะ
นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา เปิดเผยว่า โรคลมชักเป็นภาวะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่บนท้องถนนหากมีอาการชักขณะกำลังขับขี่ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะมีข่าวเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถในผู้ป่วยโรคลมชักอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยโรคลมชักมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.8 เท่า สำหรับประเทศไทยมีความชุกโรคลมชักประมาณ 7.2 ต่อประชากร 1,000 คน (ประมาณ 500,0000) คน ประมาณอุบัติการณ์อุบัติเหตุของผู้ป่วยโรคลมชักจากการขับขี่รถ 361 คนต่อ 100,000 ประชากรผู้ป่วยโรคลมชักในประเทศไทย จากการศึกษาในประเทศไทยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นและสถาบันประสาทวิทยา พบว่า 75-90% ของผู้ป่วยโรคลมชักยังคงขับรถอยู่ ประมาณ 30% เคยเกิดอาการชักขณะขับรถและเกิดอุบัติเหตุ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่จะทำให้เกิดอาการชัก คือ การขาดหรือลืมกินยากันชัก อีกปัจจัยสำคัญที่จะลดความเสี่ยงที่จะชักซ้ำ คือ ระยะเวลาที่หยุดชัก ระยะเวลาที่หยุดชักยิ่งนานจะยิ่งลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุได้ ความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุลดลงไป 85% ในผู้ป่วยที่หยุดชักนานมากกว่า 6 เดือน และ ลดลงไปถึง 93% ในผู้ป่วยที่หยุดชักนานมากกว่า 1 ปี สำหรับการดูแลรักษาตนเองให้หยุดชักอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การกินยากันชักอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงภาวะที่อาจจะกระตุ้นชัก เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ นอนดึก การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เป็นต้น ซึ่งจะนำไปสู่การได้มีสิทธิ์ที่ได้ขับขี่รถเหมือนคนทั่วไปอย่างปลอดภัย
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า หลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับการมีกฎหมายเพื่อการควบคุมการขับขี่รถยนต์บนท้องถนน ผู้ขับขี่ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง หากมีโรคประจำตัว อาทิ โรคลมชักต้องสามารถควบคุมอาการได้ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน หลายหน่วยงานได้ให้ความสำคัญกับการมีกฎหมายเพื่อการควบคุมการขับขี่รถยนต์ของผู้ป่วยโรคลมชัก เพื่อความปลอดภัยในท้องถนนทั้งต่อตนเองและเพื่อนร่วมทาง ดังนั้น กรมการแพทย์ โดยศูนย์ความเป็นเลิศโรคลมชัก สถาบันประสาทวิทยา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคลมชัก และสิทธิของผู้ป่วยโรคลมชักที่ควรจะได้ขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัย จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ กรมขนส่งทางบก กรมควบคุมโรค แพทยสภา มูลนิธิถนนปลอดภัย ชมรมโรคลมชักเพื่อประชาชน เป็นต้น เพื่อให้ได้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำนโยบายนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายในการควบคุมการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัยของผู้ป่วยโรคลมชัก โดยเสนอให้ผู้ป่วยโรคลมชักที่ดูแลตนเองเป็นอย่างดีและสามารถคุมอาการชักโดยไม่ชักอย่างน้อย 1 ปีสามารถขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลได้ และอย่างน้อย 10 ปี ในการขับขี่รถยนต์สาธารณะ
นพ.ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา เปิดเผยว่า โรคลมชักเป็นภาวะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่บนท้องถนนหากมีอาการชักขณะกำลังขับขี่ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะมีข่าวเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่รถในผู้ป่วยโรคลมชักอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยโรคลมชักมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.8 เท่า สำหรับประเทศไทยมีความชุกโรคลมชักประมาณ 7.2 ต่อประชากร 1,000 คน (ประมาณ 500,0000) คน ประมาณอุบัติการณ์อุบัติเหตุของผู้ป่วยโรคลมชักจากการขับขี่รถ 361 คนต่อ 100,000 ประชากรผู้ป่วยโรคลมชักในประเทศไทย จากการศึกษาในประเทศไทยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นและสถาบันประสาทวิทยา พบว่า 75-90% ของผู้ป่วยโรคลมชักยังคงขับรถอยู่ ประมาณ 30% เคยเกิดอาการชักขณะขับรถและเกิดอุบัติเหตุ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่จะทำให้เกิดอาการชัก คือ การขาดหรือลืมกินยากันชัก อีกปัจจัยสำคัญที่จะลดความเสี่ยงที่จะชักซ้ำ คือ ระยะเวลาที่หยุดชัก ระยะเวลาที่หยุดชักยิ่งนานจะยิ่งลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุได้ ความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุลดลงไป 85% ในผู้ป่วยที่หยุดชักนานมากกว่า 6 เดือน และ ลดลงไปถึง 93% ในผู้ป่วยที่หยุดชักนานมากกว่า 1 ปี สำหรับการดูแลรักษาตนเองให้หยุดชักอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การกินยากันชักอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงภาวะที่อาจจะกระตุ้นชัก เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ นอนดึก การปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง เป็นต้น ซึ่งจะนำไปสู่การได้มีสิทธิ์ที่ได้ขับขี่รถเหมือนคนทั่วไปอย่างปลอดภัย
กรมการแพทย์ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดทำข้อเสนอให้ผู้ป่วยโรคลมชักขับขี่บนถนนได้อย่างปลอดภัย
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ชวนเยาวชนค้นหาจุดแข็ง เปลี่ยนพลังของตัวเองเป็นพลังช่วยชีวิต (0 views)
- Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ปิดฉากความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ (34 views)
- จากห้องเรียนสู่โรงงานจริง ดัํ๊บเบิ้ล เอ เปิดบ้านให้เยาวชนเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านกระบวนการผลิต และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้ม (14 views)
- เอิร์ธฯ ร่วมกับ PIM จัดโครงการ “Together Against Dengue เด็กไทยการ์ดไม่ตก” ปลอดโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ (13 views)
- นักวิจัยธรรมศาสตร์เสนอ “Smart Regulation” ยกระดับกำกับดูแล Ride-Hailing ชูโมเดลดิจิทัลครบวงจร ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ ค (78 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ชวนสายสปอร์ตเช็กความฟิตกับแพ็กเกจสุขภาพ ลดสูงสุดกว่า 60% (26 views)
- รู้จัก PRESBYOND เลสิคสำหรับสายตายาวตามวัย ที่ช่วยให้คนวัย 40+ ลดพึ่งแว่น และใช้ชีวิตได้คล่องตัวขึ้น (73 views)
- อิมพอสซิเบิล ฟู้ดส์ (Impossible Foods) เปิดตัวแล้วในไทย ส่งมอบทางเลือกใหม่ของโปรตีนจากพืชสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ (42 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot, Google Adsense [Bot] และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
