เที่ยวป่าช่วงหน้าหนาวระวังป่วยโรคสครับไทฟัส
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
เที่ยวป่าช่วงหน้าหนาวระวังป่วยโรคสครับไทฟัส
กรมควบคุมโรค เตือนเที่ยวป่าช่วงหน้าหนาวระวังป่วยโรคสครับไทฟัส เน้นย้ำหากมีไข้ มีแผลคล้ายรอยบุหรี่จี้ ควรรีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเข้าป่า
กรมควบคุมโรค เตือนช่วงหน้าหนาว นักท่องเที่ยวเข้าป่าระวังตัวไรอ่อนกัด ซึ่งเป็นพาหะนำโรคสครับไทฟัส พร้อมแนะกางเต๊นท์นอนในป่าควรทำบริเวณที่พักให้โล่งเตียน แต่งกายมิดชิด ที่สำคัญภายใน 2 สัปดาห์หลังกลับจากเที่ยวป่า หากป่วยมีไข้ขึ้นสูงปวดศีรษะ และมีแผลคล้ายรอยบุหรี่จี้ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเข้าป่า หลังปีนี้พบป่วยแล้ว 5,779 ราย เสียชีวิต 1 ราย
29 พ.ย.59 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงฤดูหนาวมักมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสกับอากาศเย็นตามสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น บนยอดดอยหรือตามป่าเขา เป็นต้น จึงขอแนะนำประชาชนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังโรคสครับไทฟัส (Scrub typhus) หรือไข้รากสาดใหญ่ โรคนี้มีตัวไรอ่อนซึ่งอาศัยอยู่ในหนูเป็นพาหะ ติดต่อทางบาดแผลที่ถูกตัวอ่อนของไรอ่อนกัด ส่วนใหญ่มักพบในผู้ใหญ่ตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป และสามารถพบได้ตลอดปีแต่จะพบมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว มักพบในกลุ่มชาวไร่ ชาวสวน นักล่าสัตว์ นักท่องเที่ยวป่า ทหาร และผู้ที่ออกไปตั้งค่ายในป่า โดยตัวไรแก่จะชอบอาศัยอยู่บนหญ้าและวางไข่บนพื้นดิน เมื่อฟักเป็นตัวอ่อน ไรอ่อนจะกระโดดเกาะสัตว์ เช่น หนู กระแต กระจ้อน หรือคนที่เดินผ่านไปมา เพื่อดูดน้ำเหลืองเป็นอาหาร
จากรายงานสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรค ตั้งแต่ 1 มกราคม - 12 พ.ย. 2559 มีผู้ป่วยโรคสครับไทฟัส จำนวน 5,779 ราย เสียชีวิต 1 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด เรียงตามลำดับคือ 45-54 ปี (18.17%) 35-44 ปี (16.21%) และ 25-34 ปี (14.90%) จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก เชียงใหม่ และพังงา พื้นที่ที่พบผู้ป่วยโรคสครับไทฟัสมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ รองลงมาคือภาคใต้
ในป่าทึบจะมีตัวไรอ่อนอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ และกินน้ำเหลืองของสัตว์เลือดอุ่น เช่น นก หนู สัตว์เลื้อยคลาน รวมทั้งคน ส่วนใหญ่จะถูกกัดบริเวณในร่มผ้า เช่น ขาหนีบ เอว ลำตัว รักแร้ โดยผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวในทันทีว่าป่วยเป็นโรคนี้ แต่จะแสดงอาการหลังถูกกัดประมาณ 10-12 วัน จะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว ตาแดง ปวดกระบอกตา ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 50 จะพบแผลคล้ายถูกบุหรี่จี้ บริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด ลักษณะมีสีแดงคล้ำเป็นรอยบุ๋ม ไม่คัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ บางรายอาจหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ พบประมาณ 1 ใน 5 เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ทำให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม แม้โรคนี้จะยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่มียารักษาให้หายได้ โดยการกินยาปฏิชีวนะตามคำสั่งแพทย์ ดังนั้นหลังกลับออกจากเที่ยวป่าภายใน 2 สัปดาห์ แล้วป่วยมีไข้ขึ้นสูง มีอาการปวดศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าไปในป่าให้แพทย์ทราบเพื่อรับการรักษาโดยเร็ว
ทั้งนี้ แนวทางการป้องกันโรคสครับไทฟัสสามารถทำได้โดย สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด สวมรองเท้า สวมถุงเท้าหุ้มปลายขากางเกง ใส่เสื้อแขนยาวปิดคอ และเหน็บชายเสื้อเข้าในกางเกง หากตั้งแคมป์ไฟหรือกางเต๊นท์นอนในป่า ควรทำบริเวณค่ายพักให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่งและนอนบนพื้นหญ้า บริเวณพุ่มไม้ ป่าละเมาะ ทายาป้องกันแมลงกัดตามแขนขา หลังออกจากป่าให้รีบอาบน้ำให้สะอาด และซักเสื้อผ้าที่สวมใส่ทันทีเพราะตัวไรอาจติดมากับเสื้อผ้าได้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
กรมควบคุมโรค เตือนช่วงหน้าหนาว นักท่องเที่ยวเข้าป่าระวังตัวไรอ่อนกัด ซึ่งเป็นพาหะนำโรคสครับไทฟัส พร้อมแนะกางเต๊นท์นอนในป่าควรทำบริเวณที่พักให้โล่งเตียน แต่งกายมิดชิด ที่สำคัญภายใน 2 สัปดาห์หลังกลับจากเที่ยวป่า หากป่วยมีไข้ขึ้นสูงปวดศีรษะ และมีแผลคล้ายรอยบุหรี่จี้ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเข้าป่า หลังปีนี้พบป่วยแล้ว 5,779 ราย เสียชีวิต 1 ราย
29 พ.ย.59 นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงฤดูหนาวมักมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปสัมผัสกับอากาศเย็นตามสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น บนยอดดอยหรือตามป่าเขา เป็นต้น จึงขอแนะนำประชาชนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังโรคสครับไทฟัส (Scrub typhus) หรือไข้รากสาดใหญ่ โรคนี้มีตัวไรอ่อนซึ่งอาศัยอยู่ในหนูเป็นพาหะ ติดต่อทางบาดแผลที่ถูกตัวอ่อนของไรอ่อนกัด ส่วนใหญ่มักพบในผู้ใหญ่ตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป และสามารถพบได้ตลอดปีแต่จะพบมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว มักพบในกลุ่มชาวไร่ ชาวสวน นักล่าสัตว์ นักท่องเที่ยวป่า ทหาร และผู้ที่ออกไปตั้งค่ายในป่า โดยตัวไรแก่จะชอบอาศัยอยู่บนหญ้าและวางไข่บนพื้นดิน เมื่อฟักเป็นตัวอ่อน ไรอ่อนจะกระโดดเกาะสัตว์ เช่น หนู กระแต กระจ้อน หรือคนที่เดินผ่านไปมา เพื่อดูดน้ำเหลืองเป็นอาหาร
จากรายงานสำนักระบาดวิทยากรมควบคุมโรค ตั้งแต่ 1 มกราคม - 12 พ.ย. 2559 มีผู้ป่วยโรคสครับไทฟัส จำนวน 5,779 ราย เสียชีวิต 1 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด เรียงตามลำดับคือ 45-54 ปี (18.17%) 35-44 ปี (16.21%) และ 25-34 ปี (14.90%) จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก เชียงใหม่ และพังงา พื้นที่ที่พบผู้ป่วยโรคสครับไทฟัสมากที่สุด ได้แก่ ภาคเหนือ รองลงมาคือภาคใต้
ในป่าทึบจะมีตัวไรอ่อนอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ และกินน้ำเหลืองของสัตว์เลือดอุ่น เช่น นก หนู สัตว์เลื้อยคลาน รวมทั้งคน ส่วนใหญ่จะถูกกัดบริเวณในร่มผ้า เช่น ขาหนีบ เอว ลำตัว รักแร้ โดยผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวในทันทีว่าป่วยเป็นโรคนี้ แต่จะแสดงอาการหลังถูกกัดประมาณ 10-12 วัน จะมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว ตาแดง ปวดกระบอกตา ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 50 จะพบแผลคล้ายถูกบุหรี่จี้ บริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด ลักษณะมีสีแดงคล้ำเป็นรอยบุ๋ม ไม่คัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ บางรายอาจหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ พบประมาณ 1 ใน 5 เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ทำให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม แม้โรคนี้จะยังไม่มีวัคซีนป้องกันแต่มียารักษาให้หายได้ โดยการกินยาปฏิชีวนะตามคำสั่งแพทย์ ดังนั้นหลังกลับออกจากเที่ยวป่าภายใน 2 สัปดาห์ แล้วป่วยมีไข้ขึ้นสูง มีอาการปวดศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าไปในป่าให้แพทย์ทราบเพื่อรับการรักษาโดยเร็ว
ทั้งนี้ แนวทางการป้องกันโรคสครับไทฟัสสามารถทำได้โดย สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด สวมรองเท้า สวมถุงเท้าหุ้มปลายขากางเกง ใส่เสื้อแขนยาวปิดคอ และเหน็บชายเสื้อเข้าในกางเกง หากตั้งแคมป์ไฟหรือกางเต๊นท์นอนในป่า ควรทำบริเวณค่ายพักให้โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่งและนอนบนพื้นหญ้า บริเวณพุ่มไม้ ป่าละเมาะ ทายาป้องกันแมลงกัดตามแขนขา หลังออกจากป่าให้รีบอาบน้ำให้สะอาด และซักเสื้อผ้าที่สวมใส่ทันทีเพราะตัวไรอาจติดมากับเสื้อผ้าได้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422
เที่ยวป่าช่วงหน้าหนาวระวังป่วยโรคสครับไทฟัส
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
Press Center News Events Campaign Expo ข่าวสารประชาสัมพันธ์ งานแสดงสินค้า ประชุม การสัมนา ฝึกอบรม
- โปรแกรมตรวจสุขภาพรามา พาราไดซ์ พาร์ค เช็กราคา แพ็กเกจ (141 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ชวนรู้ทันโรคหลอดเลือดสมอง เรียนรู้สัญญาณเตือน การรักษา และการฟื้นฟูอย่างถูกวิธี (147 views)
- Johnson Health Tech ตอกย้ำผู้นำฟิตเนสระดับโลก รับเทรนด์ Personal Fitness ปี 2027 (152 views)
- โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมจัดงาน "RESET Forum" เปิดพื้นที่เรื่อง "ฮอร์โมน" ชวนผู้หญิงเข้าใจร่างกาย (171 views)
- โค้งสุดท้าย! เช็กสิทธิ์ส่วนลดค่าส่ง 9 บาทบน J&T App ก่อนหมดโปรเดือนกันยายน (213 views)
- กรมการแพทย์เตือน 8 โรคและอันตรายที่มากับน้ำท่วม แนะประชาชนป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงเจ็บป่วย (215 views)
- J&T Express App โฉมใหม่ ใช้งานง่ายแค่ไหน? พาส่องฟังก์ชันที่ช่วยให้การส่งพัสดุสะดวกขึ้น (192 views)
- Don’t Miss Out! Get THB 9 Off Shipping on the J&T App Before the September Promotion Ends (187 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
