สบส.เตือนประชาชนที่ป่วยไข้หวัด ห้ามซื้อยาแก้อักเสบมารักษา ชี้ไม่ได้ผล เพราะเป็นเชื้อคนละตัว
- News ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 12:19 pm
สบส.เตือนประชาชนที่ป่วยไข้หวัด ห้ามซื้อยาแก้อักเสบมารักษา ชี้ไม่ได้ผล เพราะเป็นเชื้อคนละตัว
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ย้ำเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ระวังป่วยจากอากาศหนาวเย็นโดยเฉพาะไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ชี้หากป่วยห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบมารักษา เพราะไม่ได้ผล เนื่องจากเป็นเชื้อคนละตัว เร่งป้องกันให้อสม.ทุกหมู่บ้าน ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ต่อเนื่อง เพื่อลดป่วย เสียชีวิต ให้ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ ให้ติดเป็นนิสัย พร้อมแนะวิธีดูแลรักษาผู้ป่วยไข้หวัดให้ถูกต้องคือให้พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น และหาก 2 วันอาการไม่ดีขึ้น มีไข้สูงขึ้น ไอ เจ็บหน้าอก หายใจหอบเร็ว ให้รีบพบแพทย์
นายแพทย์วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรมสบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้สภาพอากาศประเทศไทยเริ่มหนาวเย็น ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสได้ดี จะส่งผลให้ประชาชนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่พบมากคือไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเชื้อโรคต้นเหตุคือเชื้อไวรัส หลังติดเชื้อร่างกายจะค่อยๆสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาและอาการจะค่อยๆดีขึ้นเอง อย่างไรก็ตามมีประชาชนจำนวนมากยังเข้าใจผิด เมื่อเป็นไข้หวัดมักซื้อยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะเชื่อว่ารักษาไข้หวัดหายเร็วขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นยาแก้อักเสบใช้รักษาโรคไข้หวัดทุกชนิดไม่ได้ผล และทำให้เกิดปัญหาใช้ยาเกินความจำเป็น เนื่องจากยาแก้อักเสบใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เมื่อนำมารักษาไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่ผลแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้กรมสบส.ได้ให้อสม.ทุกหมู่บ้านประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในการดูแลรักษาไข้หวัดให้ถูกวิธี รวมทั้งวิธีการป้องกันโรคและป้องกันการป่วยจากโรคแทรกซ้อนโดยเฉพาะโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ในปี 2559 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -31 ตุลาคม สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานทั้ง 77 จังหวัดมีผู้ป่วยปอดบวมสะสม 201,817 ราย เสียชีวิต 305 ราย
วิธีการดูแลรักษาผู้ที่เป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ที่ถูกต้องและได้ผลก็คือ งดการออกกำลังกาย สวมเสื้อผ้าให้ความอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ นอนพักผ่อนให้มากๆ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่สู่คนอื่น ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกจากมือ ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยขับเสมหะออกมาจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น อาการจะค่อยๆดีขึ้น โดยหากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน และมีไข้สูงขึ้น หรือไอ เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยผิดปกติ ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยเร็ว ในกรณีที่เป็นเด็กเล็ก ขอให้ผู้ปกครองสังเกตอาการ หากเด็กซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม มีไข้สูง ไอ หายใจลำบาก หายใจหอบเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปอดบวม ขอให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว
สำหรับการป้องกันไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษได้แก่ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ขอให้สวมเสื้อผ้าหนาๆให้ความอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่มีผู้คนแออัดโดยไม่จำเป็น หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ยึดหลักกินอาหารที่มีประโยชน์และปรุงสุกใหม่ๆ โดยเฉพาะผักสดผลไม้สด ซึ่งมีวิตามิน ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย ใช้ช้อนกลางตักอาหาร และหมั่นล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ ภายหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะที่ใช้ร่วมกันมาก เช่นปุ่มลิฟต์ บันไดเลื่อน ลูกบิดประตู แป้นคีย์บอร์ด เป็นต้น ในกลุ่มของหญิงหลังคลอดแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เด็กจะได้รับภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางน้ำนม ซึ่งผลการวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าป้องกันเด็กป่วยได้หลายโรค เช่นโรคปอดบวม โรคอุจจาระร่วง
นายแพทย์วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรมสบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้สภาพอากาศประเทศไทยเริ่มหนาวเย็น ซึ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสได้ดี จะส่งผลให้ประชาชนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่พบมากคือไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเชื้อโรคต้นเหตุคือเชื้อไวรัส หลังติดเชื้อร่างกายจะค่อยๆสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาและอาการจะค่อยๆดีขึ้นเอง อย่างไรก็ตามมีประชาชนจำนวนมากยังเข้าใจผิด เมื่อเป็นไข้หวัดมักซื้อยาแก้อักเสบหรือยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะเชื่อว่ารักษาไข้หวัดหายเร็วขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นยาแก้อักเสบใช้รักษาโรคไข้หวัดทุกชนิดไม่ได้ผล และทำให้เกิดปัญหาใช้ยาเกินความจำเป็น เนื่องจากยาแก้อักเสบใช้สำหรับรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เมื่อนำมารักษาไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสจึงไม่ผลแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้กรมสบส.ได้ให้อสม.ทุกหมู่บ้านประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในการดูแลรักษาไข้หวัดให้ถูกวิธี รวมทั้งวิธีการป้องกันโรคและป้องกันการป่วยจากโรคแทรกซ้อนโดยเฉพาะโรคปอดบวมหรือปอดอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ในปี 2559 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -31 ตุลาคม สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานทั้ง 77 จังหวัดมีผู้ป่วยปอดบวมสะสม 201,817 ราย เสียชีวิต 305 ราย
วิธีการดูแลรักษาผู้ที่เป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ที่ถูกต้องและได้ผลก็คือ งดการออกกำลังกาย สวมเสื้อผ้าให้ความอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ นอนพักผ่อนให้มากๆ รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่สู่คนอื่น ล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคออกจากมือ ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยขับเสมหะออกมาจากทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น อาการจะค่อยๆดีขึ้น โดยหากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน และมีไข้สูงขึ้น หรือไอ เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยผิดปกติ ให้รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยเร็ว ในกรณีที่เป็นเด็กเล็ก ขอให้ผู้ปกครองสังเกตอาการ หากเด็กซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม มีไข้สูง ไอ หายใจลำบาก หายใจหอบเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคปอดบวม ขอให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว
สำหรับการป้องกันไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่ ขอให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษได้แก่ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ขอให้สวมเสื้อผ้าหนาๆให้ความอบอุ่นร่างกายให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่มีผู้คนแออัดโดยไม่จำเป็น หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ยึดหลักกินอาหารที่มีประโยชน์และปรุงสุกใหม่ๆ โดยเฉพาะผักสดผลไม้สด ซึ่งมีวิตามิน ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคให้ร่างกาย ใช้ช้อนกลางตักอาหาร และหมั่นล้างมือฟอกสบู่บ่อยๆ ภายหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะที่ใช้ร่วมกันมาก เช่นปุ่มลิฟต์ บันไดเลื่อน ลูกบิดประตู แป้นคีย์บอร์ด เป็นต้น ในกลุ่มของหญิงหลังคลอดแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 6 เดือน เด็กจะได้รับภูมิต้านทานจากแม่ผ่านทางน้ำนม ซึ่งผลการวิจัยทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าป้องกันเด็กป่วยได้หลายโรค เช่นโรคปอดบวม โรคอุจจาระร่วง
สบส.เตือนประชาชนที่ป่วยไข้หวัด ห้ามซื้อยาแก้อักเสบมารักษา ชี้ไม่ได้ผล เพราะเป็นเชื้อคนละตัว
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- รู้ทัน ป้องกัน "โรคหัวใจและหลอดเลือด" อาการเตือนและปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (4 views)
- เปิดรายชื่อ Premium Clinic ด้านทันตกรรม เพิ่มทางเลือกประชาชน เข้าถึงบริการทันตกรรมเฉพาะทางคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม (3 views)
- เปิด “คลินิกวัคซีนผู้ใหญ่ครบวงจร” One Stop Service เพิ่มทางเลือกดูแลสุขภาพก่อนป่วย ด้วยราคาประชาชนเข้าถึงได้ (2 views)
- กินยา 1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี cc - 1 ช้อนชา เท่ากับกี่ ml - 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ กี่ ml กี่ cc หรือ กี่ช้อนชา กี่กรัม (651,279 views)
- ขยายการให้ "วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่" ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง (31 views)
- โรคติดต่อนำโดยแมลงที่พบในประเทศไทย รู้ทัน ป้องกันได้ (8 views)
- เตือนภัยน้ำท่วมอุทกภัย รู้ทัน เตรียมพร้อม ลดการสูญเสีย (9 views)
- "ไม่สูบบุหรี่" ก็เป็นมะเร็งปอดได้ แพทย์เตือนพบผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่วัย 35 ปีเพิ่มขึ้น (15 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
