คุณรู้จักไวรัสตับอักเสบบีดีหรือยัง?
- Guest ออฟไลน์
- โพสต์: 0
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 13 มี.ค. 2011 11:48 am
คุณรู้จักไวรัสตับอักเสบบีดีหรือยัง?
หลายท่านคงเคยได้ยินเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบบี แต่มักไม่ทราบว่าจริงๆแล้วไวรัสตับอักเสบบีมีความสำคัญอย่างไรและก่อให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง ไวรัสตับอักเสบบีเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคตับอักเสบและตับแข็ง แม้แต่ในผู้ที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดมะเร็งตับ การแสดงอาการของไวรัสตับอักเสบบีมีหลายระยะ ทั้งที่เป็นพาหะซึ่งไม่แสดงอาการใดๆ เลย (มีเชื้อไวรัสแต่ตับไม่อักเสบ) เป็นตับอักเสบระยะเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง ตับวาย และท้ายที่สุดคือเป็นมะเร็งตับ โดยผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีทุกรายแม้ในระยะที่เป็นพาหะก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนทั่วไป
จะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ?
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมักไม่มีอาการ หรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน เมื่อโรคตับเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต ขาบวม อาเจียนเป็นเลือด เราจะทราบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่โดยการเจาะเลือดตรวจเท่านั้น ดังนั้นปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งจึงบรรจุการตรวจการทำงานของตับหรือตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไว้ในโปรแกรมการตรวจสุขภาพด้วย
ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อกันได้อย่างไร ?
ปกติไวรัสตับอักเสบบีติดต่อกันได้ 3 ทาง คือ ติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และติดต่อจากการสัมผัสเลือดและผลิตพันธ์ของเลือด เช่น น้ำเหลือง และ เกร็ดเลือด เป็นต้น ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีในประเทศไทยส่วนใหญ่จะได้รับเชื้อตั้งแต่ในวัยเด็กโดยได้รับมาจากมารดาที่เป็นพาหะ การติดเชื้อตั้งแต่ในวัยเด็กขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จะทำให้เป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง และมักไม่แสดงอาการ การติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่ มักเป็นแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการ ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และ ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามทำลายเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่ของผู้ที่ติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่ร่างกายมักสามารถจำกัดเชื้อไปได้เอง
ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ?
ผู้ที่ควรได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้แก่ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ เช่น มีสามีหรือภรรยาหรือญาติพี่น้องในครอบครัวเป็นไวรัสตับอักเสบบี หญิงมีครรภ์ ผู้ที่มีผลเลือดเป็นตับอักเสบเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ และ ผู้ป่วยที่มีอาการดังต่อไปนี้ เช่น มีอาการอ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง อุจจาระเป็นสีดำ หรืออาเจียนเป็นเลือดที่สงสัยว่าเกิดจากโรคตับแข็ง เป็นต้น สำหรับประเทศไทยซึ่งมีความชุกของโรคไวรัสตับอักเสบบีสูง แนะนำว่าควรตรวจหาการติดเชื้อทุกคนแม้ว่าจะไม่มีอาการ เพราะการตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว สามารถบอกได้ว่าติดเชื้อไวรัสนี้หรือไม่ (ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปีเหมือนการตรวจสุขภาพทั่วไป)
ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อทราบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ?
ในอดีตไวรัสตับอักเสบบีไม่มียารักษาที่ได้ผลดี แต่ปัจจุบันวงการแพทย์ได้มีการคิดค้นและพัฒนายาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าท่านควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือไม่ สำหรับผู้ที่อยู่ในระยะพาหะอาจยังไม่ต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส ทั้งนี้ไม่ว่าจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือไม่ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีควรได้รับการตรวจคัดกรองเพื่อหามะเร็งตับระยะเริ่มต้นด้วยการตรวจเลือดและทำอัลตร้าซาวน์ตับเป็นระยะๆ ทุก 6 เดือน
มีวิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ ?
ไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 2 และ เข็มที่ 3 ห่างจากการฉีดเข็มแรก 1 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ram-hosp.co.th
สายด่วนสุขภาพโทร 0-2743-9999 หรือ 0-2374-0200-16
จะทราบได้อย่างไรว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ?
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมักไม่มีอาการ หรืออาจมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน เมื่อโรคตับเป็นมากขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต ขาบวม อาเจียนเป็นเลือด เราจะทราบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่โดยการเจาะเลือดตรวจเท่านั้น ดังนั้นปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งจึงบรรจุการตรวจการทำงานของตับหรือตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไว้ในโปรแกรมการตรวจสุขภาพด้วย
ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อกันได้อย่างไร ?
ปกติไวรัสตับอักเสบบีติดต่อกันได้ 3 ทาง คือ ติดต่อจากมารดาสู่ทารกในครรภ์ ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และติดต่อจากการสัมผัสเลือดและผลิตพันธ์ของเลือด เช่น น้ำเหลือง และ เกร็ดเลือด เป็นต้น ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีในประเทศไทยส่วนใหญ่จะได้รับเชื้อตั้งแต่ในวัยเด็กโดยได้รับมาจากมารดาที่เป็นพาหะ การติดเชื้อตั้งแต่ในวัยเด็กขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จะทำให้เป็นการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง และมักไม่แสดงอาการ การติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่ มักเป็นแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการ ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย และ ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามทำลายเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่ของผู้ที่ติดเชื้อในวัยผู้ใหญ่ร่างกายมักสามารถจำกัดเชื้อไปได้เอง
ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ?
ผู้ที่ควรได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้แก่ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ เช่น มีสามีหรือภรรยาหรือญาติพี่น้องในครอบครัวเป็นไวรัสตับอักเสบบี หญิงมีครรภ์ ผู้ที่มีผลเลือดเป็นตับอักเสบเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ และ ผู้ป่วยที่มีอาการดังต่อไปนี้ เช่น มีอาการอ่อนเพลีย ตัวเหลืองตาเหลือง อุจจาระเป็นสีดำ หรืออาเจียนเป็นเลือดที่สงสัยว่าเกิดจากโรคตับแข็ง เป็นต้น สำหรับประเทศไทยซึ่งมีความชุกของโรคไวรัสตับอักเสบบีสูง แนะนำว่าควรตรวจหาการติดเชื้อทุกคนแม้ว่าจะไม่มีอาการ เพราะการตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว สามารถบอกได้ว่าติดเชื้อไวรัสนี้หรือไม่ (ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปีเหมือนการตรวจสุขภาพทั่วไป)
ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อทราบว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ?
ในอดีตไวรัสตับอักเสบบีไม่มียารักษาที่ได้ผลดี แต่ปัจจุบันวงการแพทย์ได้มีการคิดค้นและพัฒนายาต้านไวรัสเพื่อรักษาโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจึงควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่าท่านควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือไม่ สำหรับผู้ที่อยู่ในระยะพาหะอาจยังไม่ต้องรักษาด้วยยาต้านไวรัส ทั้งนี้ไม่ว่าจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสหรือไม่ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีควรได้รับการตรวจคัดกรองเพื่อหามะเร็งตับระยะเริ่มต้นด้วยการตรวจเลือดและทำอัลตร้าซาวน์ตับเป็นระยะๆ ทุก 6 เดือน
มีวิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่ ?
ไวรัสตับอักเสบบีสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 2 และ เข็มที่ 3 ห่างจากการฉีดเข็มแรก 1 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ram-hosp.co.th
สายด่วนสุขภาพโทร 0-2743-9999 หรือ 0-2374-0200-16
คุณรู้จักไวรัสตับอักเสบบีดีหรือยัง?
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
เว็บบอร์ดสุขภาพ ข่าวสารความรู้สุขภาพ กระทู้สุขภาพ เคล็ดลับสุขภาพ ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ
- กินยา 1 ช้อนชาเท่ากับกี่ซีซี cc - 1 ช้อนชา เท่ากับกี่ ml - 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ กี่ ml กี่ cc หรือ กี่ช้อนชา กี่กรัม (651,127 views)
- ขยายการให้ "วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่" ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง (28 views)
- โรคติดต่อนำโดยแมลงที่พบในประเทศไทย รู้ทัน ป้องกันได้ (7 views)
- เตือนภัยน้ำท่วมอุทกภัย รู้ทัน เตรียมพร้อม ลดการสูญเสีย (8 views)
- "ไม่สูบบุหรี่" ก็เป็นมะเร็งปอดได้ แพทย์เตือนพบผู้ป่วยอายุน้อยตั้งแต่วัย 35 ปีเพิ่มขึ้น (14 views)
- “มะเร็งไต” (Renal Cell Carcinoma) : รู้ไว ตรวจพบเร็ว รักษาได้ เช็ก 5 กลุ่มเสี่ยงและ 3 สัญญาณเตือน ก่อนสายเกินแก้ (21 views)
- คนส่วนใหญ่มักแยก "ยุงลายสวน" กับ "ยุงลายบ้าน" ไม่ออก เรื่องของยุง ที่คุณอาจยังไม่รู้! (28 views)
- ไวรัสตับอักเสบ ซี... รักษาให้หายขาดได้ ไวรัสตับอักเสบ บี... ควบคุมได้และป้องกันได้ (16 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: Apple [Bot], ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน
